ทำไมชีวิตมันดีจังวะ

          ไม่ค่อยแน่ใจ ว่านั่นเป็นประโยคคำถาม หรือการอุทานที่ฉุนเฉียว เลื่อนๆโทรศัพท์ไปก็คิดไม่ตก ภาพที่เห็นตรงหน้า เป็นแหล่งกำเนิดเสียงจากเครื่องหมายคำพูดได้เป็นอย่างดี – ทั้งดูดี, อยู่ดี, กินดี, ความสัมพันธ์ดี, สังคมดี, ไลฟ์สไตล์ดี  โอ้โห.. ดูดี(ไปรึเปล่า)ว่ะ – แถมคำว่า “มัน” ในที่นี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เป็นเพื่อน พี่ น้อง หรือใครซักคน ที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ และถ้าจะสรุปว่านี่คือ ความอิจฉา ผมอาจจบการเขียนไว้แค่ตรงนี้ แต่เพราะคิดว่ามันน่าจะมีอะไร ผมเลยจะขอเขียนต่อ


จะบอกว่าคนอื่นขี้อวด ? ”

          ใช่ครับ ถ้าไม่สันนิฐานแบบนั้น ผมคงไม่เขียนต่อมาถึงตรงนี้ จะว่าไปแล้ว การอวด(ว่ามี)ดี เป็นอะไรบางอย่าง ที่ละม้ายคล้ายแฟชั่น นั่นคือทำกันเป็นเทรนด์ เป็นกระแส เป็นป้ายที่แปะบอกให้รู้ว่ากูก็มี ใครๆก็ทำกัน – ในการอวดนั้นอาจมีเนื้อหาว่าฉันดูดี ฉันกินอร่อย ฉันอยู่สบาย ฉันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฉันอยู่ในสังคมที่กว้างขวาง และ ฉันมีรูปแบบชีวิตที่สุดยอด ขอเหมารวมว่าสิ่งเหล่านี้คือ ความสุข  ..ใช่ ฉันมีความสุข แต่ไม่ใช่แค่ฉัน เพราะ เขา-เธอ-มัน-คุณ-ท่าน ต่างดูมีความสุขไม่น้อยหน้ากัน ทุกคนดูมีความสุขกันหมด ท่ามกลางสมรภูมิความสุขนี้ ใครกันที่ชนะ หรือใครนะที่พ่ายแพ้


ก็เป็นเรื่องของเขาหรือเปล่า

          ทั้งใช่ และ ไม่ใช่  ถ้าจะฟันธงว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เหตุใดเรายังรู้สึก.. รู้สึกตกค้างตั้งแต่ย่อหน้าที่แล้ว รู้สึกอะไรบางอย่างจนหยุดคิดกับมันไม่ได้  จะว่าอิจฉา.. ก็น่าจะใช่  หรือ ริษยา.. อาจไม่แน่ใจนัก หรือจะว่าไปเราเคยโพสต์หรือแสดงออกว่าเรามีความสุขในทำนองนั้นเหมือนกันรึเปล่า ไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะมองว่าเราขี้อวดมั้ย … ถ้าใช่  แสดงว่าเราเองก็อยู่ในสนามประชันความสุขนี่เหมือนกันละสิ


ถ้างั้นใครๆก็อวดความสุขละสิ

          ด้วยความที่ว่าผมไม่กล้าสรุปร้อยเปอร์เซ็น ว่านี่เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำ ผมเลยไปย้อนดูที่ไปที่มาของการโอ้อวด ว่าเป็นกันมานานแล้ว หรือเพิ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่พ่อขุนรามคำแหงได้ตอกสลักอักษรลงบนศิลาจารึก ซึ่งต่อให้เป็นอย่างนั้น ก็ยังถือว่าเนิ่นนานอยู่ดี
 

อวดกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ(ขุนราม)

          หลังจากได้ข้อมูลมาพอสมควร ทั้งทางประวัติศาสตร์ ชีวะวิทยา หรือ จิตวิทยา สรุปได้ประมาณว่ามนุษย์เราโอ้อวดกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ คนที่ทำการอวดคนแรก อาจกระทำด้วยการ ชูเนื้อชิ้นใหญ่ขึ้นเหนือหัว แล้วร้องว่า “อุกะ อุก่ะ ซูลู ลู่ ” … ใช่ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน จนพ่อขุนรามคำแหงเองก็ต้องตกใจ เพราะเราโอ้อวดกันตั้งแต่ยังไม่มีภาษาซะอีก  การโอ้อวดในแต่ละยุค กระทำผ่านรูปแบบที่แตกต่าง แต่มีใจความเดียวกัน คือ “เพื่อแสดงถึงอำนาจ” และ “คุณค่าของการคงอยู่”  – เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การแสดงออกว่าเรามีค่าในสังคม จึงเป็นเรื่องปกติ และ แสนธรรมดา เพราะสถานภาพทางสังคมและปริมาณความสุข เป็นข้อมูลสำคัญที่มนุษย์ใช้เปรียบเทียบและตัดสินว่าตัวเรายืนอยู่ในจุดที่ดีหรือจุดที่ตกต่ำเมื่อเทียบกับคนในสังคมเดียวกัน


ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ แต่มันก็ยังขัดใจอยู่ดี

          กับคนสมัยก่อน ผมไม่แน่ใจนักว่าจะมีโอกาสไหนให้อวดกันได้บ้าง ..ที่วัด , งานแต่ง ,งานบวช , งานเลี้ยงรุ่น , หรือ งานศพ .  ผมเดาได้ประมาณนี้ แต่ในใจความของแต่ละสถานที่ คือต้องเจอกันตัวเป็นๆ หน้าต่อหน้า ขับรถหรูมาเลย แต่งหน้าสวยมาเลย ควงแฟนหน้าตาดีมาเลย หรือใส่เพชรเม็ดเป้งมาเลย อวดกันจะๆ นานๆทีก็ถือเป็นการอัพเดตความก้าวหน้าไปในตัวด้วย

          แต่ในปัจจุบัน ฟังก์ชั่นของการอวดเริ่มไม่ยึดโยงกับการเผชิญหน้า และ เริ่มหลุดจากกรอบเวลาที่ว่าต้องนานๆที  .. นี่มาถี่ มาจากหลานคน หลายอาชีพ หลายชนชั้น หลายเวลา และ เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ชนิดที่ว่าเลื่อนไปเล่นๆไม่เกิน 3 ครั้ง จะต้องเห็นกันบ้างแหละหน่า


แล้วอย่างไหน ที่เรียกว่าอวด   

          ด้วยความสงสัยที่อาจไต่ไปถึงขั้นโรคจิต ผมเริ่มสังเกตุและแบ่งลักษณะของรูปถ่ายที่บ่งบอกถึงการอวดได้ 7 รูปแบบ  แบ่งย่อยๆเป็นลักษณะดังนี้

1) รูปที่ถ่ายตัวเอง (หรือเซลฟี) – แสดงถึงความงดงาม หรือความภูมิใจในบุคลิกภายนอก
2) รูปถ่ายอาหาร – แสดงถึงการได้กินอาหารที่อร่อย(รวมถึงราคาสูง) ในโอกาสสำคัญ
3) รูปถ่ายสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ – แสดงถึงความสะดวกสบาย และไลฟ์สไตล์
4) รูปถ่ายกับคนรักหรือสมาชิกครอบครัว – แสดงถึงความมั่นคง และ ความอบอุ่น
5) รูปถ่ายกับกลุ่มเพื่อนหรือสังคมในที่ทำงาน  – แสดงถึงบรรยากาศในการทำงานที่ดี
6) รูปถ่ายปาร์ตี้ – แสดงถึงชีวิตที่สนุกสนาน และ อิสระ
7) รูปถ่ายสัตว์เลี้ยง – แสดงถึงศักยภาพในการดูแลชีวิตอื่นๆ
และ …
8) รูปอะไรซักอย่าง ที่มีแคปชั่นประมาณว่าไม่อยากอวด

          นัยยะสำคัญของข้อ 8 นั่นคือ รูปอะไรซักอย่าง ที่มีแคปชั่นประมาณว่า ไม่อยากอวด น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาอยู่บ่อยๆ  …พูดแบบนี้อาจจะไม่เห็นภาพ ผมขอยกตัวอย่างแคปชั่น เช่น

  • “ โนแอพ ” // แนบรูปเซลฟี่ตัวเอง
  • “ ขอบคุณเจ้ามือ ” // แนบรูปอาหาร
  • “ ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ” // แนบรูปคู่กับแฟน
  • “ ที่นี่ที่ไหนกันนะ” // แนบภาพสถานที่ซักแห่ง

มันก็ปกตินี่ สรุปว่าเรามันขี้อิจฉาเองนี่หว่า

          ถึงตรงนี้ ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าบทความนี้ ริเริ่มจากความอิจฉา ขับเคลื่อนด้วยความสงสัย และจบลงด้วยความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ของทั้งสองหัวข้อ … ใช่ครับ ความอิจฉา เป็นเรื่องธรรมดา และก็ใช่อีก การอวดความสุขนั้น เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน  คิดวกไปวนมา จบลงที่ความธรรมดาได้ยังไงกันเนี่ย


แต่เพื่อไม่ให้บทความนี้ดูธรรมดาเกินไป ผมเลยอยากชวนสังเกตสักนิดครับ

          ผมลองไปเปิดดูพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถานดูแล้ว กลับได้ใจความบางอย่าง ที่จะมาพลิกเกมส์ของข้อสงสัย ดังนี้ครับ


อวด
ก. สำแดง, แสดงให้เห็น, ทำให้เป็นที่ประจักษ์.


โอ้อวด
ก. อวด, พูดยกตัว, พูดอวดความรู้ความสามารถหรือความมั่งมี.


           การอวด กับ การโอ้อวดนั้น ออกเสียงต่างกันแค่พยางค์เดียว แต่ความหมายนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะการอวด คือการแสดงให้เห็น ถือเป็นสิ่งที่สุดแสนจะธรรมดาที่ใครๆก็ใคร่จะทำ แต่การโอ้อวดนั้น คือการยกตน ให้ดูเหนือกว่าผู้อื่น ซึ่งทั้งสองคำนี้ก็ไปตอบโจทย์ว่าเป็นการการะทำเพื่อแสดงอำนาจ และ แสดงออกถึงความมีคุณค่าให้แก่ตัวเอง ส่วนจะมากจะน้อย จะน่าชื่นชมหรือน่าหมั่นไส้ ก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องแยกมันออกจากกันให้ดี ว่าที่เรากำลังเห็นอยู่นั้น มันคือการอวดแบบไหนกันแน่


เออ งั้นช่างมันเถอะ

          ผมไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แต่บอกด้วยความเข้าใจว่า “ช่างมันเถอะ” เพราะไม่ว่าจะอย่างไร แค่เลื่อนนิ้วบนโซเชี่ยลมีเดียไม่เกิน 3 ที ก็เจอการอวด ไม่ว่าจะอย่างไร การอวดนั้นจะทำให้เราอิจฉาอยู่เสมอ มันเป็นกระบวนการของสัตว์สังคม ถ้ารับไม่ได้ ก็ควรเอาตัวออกห่าง คงไม่ถึงกับต้องลี้ภัยไปไหนต่อไหน ผมเชื่ออย่างสุดใจว่าเราจะต้องอยู่กับมัน จนตายกันไปข้าง

          ต้องย้อนกลับมาเตือนใจ ว่าสิ่งที่ต้องรับมือเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอิจฉา คือการแยกว่าข้อมูลที่เห็นนั้น คือ การอวด หรือ การโอ้อวด  หลังจากนั้นคงต้องลองคิดเอาเอง จากความหมายในพจนานุกรมที่ผมบอก

          หรือถามอีกทีอย่าง “ เราไม่ยินดีกับ เพื่อน พี่ หรือน้อง ของเรา ที่เค้ามีชีวิตที่ดีเลยหรือ ” ถ้าจะตอบแบบพระเอก คงใช่ เราควรยินดี แต่ก็คงไม่ทุกครั้งทุกกรณีหรอกใช่มั้ยล่ะ มีคำพูดจากหนังเรื่องหนังเรื่อง 3idiot ทำนองว่า

เป็นเรื่องน่าประหลาด

พอเพื่อนย่ำแย่ เรารู้สึกไม่ดี

พอเพื่อนได้ดี เรารู้สึกแย่

          
 จริงหรือไม่ ก็แล้วแต่ว่าใครจะตีความ

          สุดท้าย ไม่ว่าเราจะอิจฉาหรือริษยาแค่ไหน คนเหล่านั้นที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย ต่างก็เป็นคนในชีวิตเรา  ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผาผลาญมิตรภาพด้วยไฟอิจฉา ในสมรภูมิความสุขนี้ไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียวที่ต้องฝ่าฟัน ใครๆก็ต้องเผลอรู้สึกกันบ้างแหละ นี่จึงจำเป็นที่ความเข้าใจที่มีต่อตัวเอง รู้เท่าทันความอิจฉา และเป็นประชากรโซเชี่ยลที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป .

         

อ้างอิง
https://themomentum.co/happy-self-help-socialmedia-show/