ชีวิตที่มีเพลงประกอบ น่าจะเป็นชีวิตที่งดงาม คล้ายมิวสิควีดิโอ แม้ฝันก็ชวนให้ตื่น หรือยามตื่นก็ยังมีฝัน แม้จะไม่ใช่ภาพที่สวยงาม ก็ทำให้เศร้าโศกได้อย่างมีสุนทรียะ

          ผมเชื่อว่าการดำเนินไปของชีวิตกับการบรรเลงดนตรี มีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่มีจังหวะจะโคน มีท่วงทำนอง มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ และมีอารมณ์หลายหลากคละคลุ้งอยู่ในนั้น

          แล้วชีวิตเรา จำเป็นต้องมีเพลงประกอบ มั้ย?  ถ้ามี – เพลงพวกนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ถูกสะสมมาจากที่ไหน หรือ ถ้าไม่มี – ชีวิตคนเราจะไม่มีบางเสียงเกิดขึ้นเลยหรือ เหตุใดจึงไม่มีเสียงคอยสะสมไว้ใช้ในวันที่ชีวิตต้องการดนตรีคลอ เพื่อประกอบกับภาพบางช่วงบางตอนในอดีต บ้างเลยหรือ

          ชื่อก็บอกว่าเพลงประกอบ หมายความว่ามันต้องเป็นเพลง หรือ ดนตรี ที่มาประกอบกับอะไรซักอย่าง แล้วส่งผลกับบรรยากาศหลักในจิตใจ เสียงนั้นอาจบรรเลงขึ้นทันทีทันใด หรือ มาดังตอนนั่งใครครวญถึงอดีตแล้วมีเสียงแว่วมาก็ไม่ว่ากัน บางครั้งเมื่อนึกถึงเพลง เรามักนึกถึงบางเวลา บางสถานที่ บางอารมณ์ หรือแม้แต่บางคน เป็นส่วนประกอบรวมกันให้เพลงนั้นยังไพเราะ และ ความทรงจำนั้นยังมีความหมาย

 

เพลงประกอบ

          หน้าที่ของเพลงประกอบในหนัง มีไว้เพื่อเป็นองค์ประกอบของการเล่าเรื่อง เป็นเสียงที่เราได้ยินขึ้น ทั้งๆที่เราไม่ตั้งใจฟัง เป็นส่วนผสมที่ทำให้อารมณ์ของหนังกลมกล่อม เป็นเสียงที่บอกสถานการณ์บางอย่างที่ตัวละครกำลังเผชิญ หรือแม้แต่เป็นเสียงที่พยากรณ์จุดจบของเรื่องราวได้เลย

          หน้าที่ของเพลงประกอบ ในชีวิตจริง ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก นั่นคือ มักดังขึ้นพร้อมกับการนึกถึงเรื่องราวต่างๆ มักเป็นสวิซต์กดเปิดความความทรงจำ ทำให้เราเล่าเรื่องบางฉากบางตอนได้ถึงรสกว่าการไม่มีมัน ในทางนึงก็ทำให้เรามีความสุนทรีย์กับปัจจุบันขณะ เคลิบเคลิ้มไปกับ รัก โลภ โกรธ หลง ในห้วงขณะใดๆในชีวิตได้พอประมาณเลย

          มีเรื่องราวเกิดขึ้นทุกวัน และบางเรื่องก็เป็นเหตุการณ์กระทบใจ บางเพลงที่เผลอได้ยิน หรือหยิบฉวยมาใส่หู จึงทำหน้าที่เป็นช่างก่อสร้าง ด้วยการประกอบชิ้นส่วนของบรรยากาศ เนื้อหา ความหมาย และเรื่องราว ให้กลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง ที่เรียกในอีกชื่อว่า “ความทรงจำ”

          มีบางครั้งที่นึกถึงวัยประถม แล้วเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุยาย แว่วมาเป็นเพลงประกอบ ให้ฉากนั้น, มีบางครั้งที่นึกถึงชีวิตมัธยม แล้วมีเสียงเพลงเพื่อชีวิต จากโทรศัพท์เพื่อนเร่งเร้าให้รุ่มร้อนก่อนร่างกายวิ่งเข้าปะทะ, มีบางครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงป็อป บรรเลงเป็นเพลงประกอบ ในวันที่รู้จักกับความรักครั้งแรกในรั้วมหาลัย

          หากลองสำรวจรื้อค้นความทรงจำดูดีๆ ในนั้นอาจมีบางเพลง เพราะว่ามีบางเหตุการณ์ บางสถานที่ บางความรู้สึก กับ บางคน ที่กำลังโลดแล่น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเรื่องราวที่ฉายใม่เคยจบ และเราเองก็ไม่ต้องการให้จบ บันทึกมันไว้แบบนั้น ไม่ถูกลบเลือนไปด้วยวันเวลา และไม่แยแสกฏแห่งการเสื่อมลงของเซลล์สมอง

          เพลงใหม่ปล่อยกันทุกวัน ประสบการณ์ใหม่ๆก็เกิดขึ้นตลอด ชีวิตที่มีเพลงประกอบ ก็คงไม่ต่างจากชีวิตที่รู้อดีต – รู้ปัจจุบัน เพราะอย่างน้อยๆก็รู้ว่าในวันที่มีมีความรัก ควรเต้นกับเพลงอะไร หรือในวันที่อกหัก ควรฟังเพลงทำนองไหน เสียงเพลงจะช่วยปลอบประโลมใจ แม้ในวันที่ไม่มีเสียงพูดจากใคร ก็ยังมีเสียงเพลงบรรเลงให้เรา

          บันทึกจดอดีต บรรเทิงกับปัจจุบัน บรรเลงสู่อนาคต อาจกลมกล่อมขึ้นเมื่อใช้เพลงใส่เข้าไปในเรื่องเล่า การมีเรื่องเล่าที่ดีจะช่วยเยียวยาจิตใจได้ แม้จะไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยก็ตาม ผมเชื่ออีกว่าเมื่อเริ่มบันทึก เราจะมีหลักฐาน  และ เพลงประกอบ อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่บันทึกร่องรอยของอารมณ์ไว้ได้ดีที่สุดเครื่องมือหนึ่ง

          ผมเขียนบทความนี้ในวัย 24 ผมไม่รู้ว่ากว่าจะถึงอายุ 50 ( หรือขอให้มากที่สุดเท่าที่จะย้อนกลับมาอ่านได้ ) ถึงวันนั้นผมจะมีเพลงประกอบชีวิตมากมายเท่าไหร่ แต่ถ้าผมในตอนนั้น นึกย้อนมาถึงวันที่กำลังนั่งเขียนบนความนี้ เค้าจะรู้ดี ว่าผมกำลังฟังเพลงอะไร มีอารมณ์ประมาณไหน มีแก้วเบียร์วางไว้ฝั่งใดของคีย์บอร์ด
“ผมเชื่อว่าผมจะจำได้”

 

อ้างอิง

http://digi.library.tu.ac.th/mass/2547/0038/07chapter-3.pdf