<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วาบคิด &#8211; วรธน.สเปซ</title>
	<atom:link href="https://worathon.space/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://worathon.space</link>
	<description>ก็เขียนๆไว้ เผื่อจะมีใครมาอ่าน</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Jul 2025 07:51:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.1</generator>

<image>
	<url>https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/02/Worathon-space-favicon-official.png</url>
	<title>วาบคิด &#8211; วรธน.สเปซ</title>
	<link>https://worathon.space</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เสียงในหัว เสียงข้างนอก : ว่าด้วยการเขียนว่าจะกลับมาเขียน ครั้งที่ 101</title>
		<link>https://worathon.space/2025/07/23/2038/</link>
					<comments>https://worathon.space/2025/07/23/2038/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Jul 2025 07:47:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=2038</guid>

					<description><![CDATA[เอาอีกแล้วหรอ กล้าดีนักนะ ที่เอาหน้าตัวเองมาเป็นเครื่องหมายการค้า แถมยังตกแต่งจนหล่อเกินจริงแบบนี้เนี่ย แล้วก็อะไรนะ จะเขียนอีกแล้วหรอ กล้านะ กล้ามากกก]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>&#8220;เอาอีกแล้วหรอ กล้าดีนักนะ ที่เอาหน้าตัวเองมาเป็นเครื่องหมายการค้า แถมยังตกแต่งจนหล่อเกินจริงแบบนี้เนี่ย แล้วก็อะไรนะ จะเขียนอีกแล้วหรอ กล้านะ กล้ามากกก&#8221;</p></blockquote>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&#8230;แม้กระทั่งจุดเริ่มต้นของการกลับมาทำเพจ ก็ยังถูกเสียดสีด้วยน้ำเสียงด้านลบในหัวของตัวเอง หลังจากที่เสียงนี้ดังขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ตลอดระยะเวลา 5-6 ปี ที่ผ่านมา<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมพยายามจะนึกว่าเสียงนี้ดังขึ้นมาได้ยังไง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และทำไมผมถึงอยู่กับมันมานานขนาดนี้<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พอจะจำได้ว่าความพยายามจะเป็นนักเขียนของผม เริ่มขึ้นตอนเรียน ป.ตรี ราวๆ ปีสาม-ปีสี่ ที่คล้ายกับว่าตัวผมในตอนนั้นเป็นคนที่กล้าแสดงออกว่าตัวเองคิดอะไร มั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองคิด และพยายามเผยแพร่ความคิดเหล่านั้นผ่านรูปแบบของการเขียนมาตลอด ด้วยความเชื่อที่ว่าตัวเองคิดเท่ คิดล้ำ นำเด่นมาด้วยอีโก้ล้วนๆ<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จนกระทั่งจบ ป.ตรี อีโก้ของผมพังทลาย<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมื่อโลกต้อนรับผมในวัยผู้ใหญ่ ด้วยการเผยให้รับรู้อย่างฉับพลัน ว่าความคิดผมมันก็เป็นแค่ความคิดหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญอะไร ต่อให้ตั้งใจจะสื่อสารแค่ไหน บางเรื่องอาจจะมีคนเห็นด้วย ในขณะที่หลายเรื่องก็ถูกแย้งจนหน้าหงาย<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สิ่งที่เชื่อในตอนนั้น ไม่รู้ว่าไม่รู้อันไหนถูก อันไหนผิด ผมไม่รู้ว่ายังมั่นใจกับอะไรได้บ้าง ราวกับว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ และสิ่งที่เขียนมาตลอดมันผิดไปหมด อาจเพราะความสับสนเหล่านั้น ที่ทำให้ผมไม่กล้าจะเขียนอะไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เชื่ออีกต่อไปว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันถูกต้อง หรือควรค่าแก่การเผยแพร่<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตอนนั้นละมั้ง ที่เสียงด้านลบในหัวเริ่มกระแนะกระแหนผมดังขึ้นเรื่อยๆ<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมดำเนินชีวิตมาอย่างอกหักและเขินอาย ผมผิดหวังกับตัวเองทั้งในแง่ของชีวิตและความคิดที่ผ่านมาทั้งหมด ความมั่นอกมั่นใจก็ถูกกัดกร่อนไปทีละนิดจากการมีชีวิตในแต่ละวัน กลั่นมาเป็นเดือน และควบรวมเป็นระยะเวลาหลายปี<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จนท้ายที่สุด หลายปีผ่านไป ชีวิตมีแต่ความว่างเปล่า ตัวตนของผมค่อยๆ พร่าเลือนไปตามกาลเวลา ทั้งจากการรับรู้ของคนอื่น รวมถึงการรับรู้การมีอยู่ของตัวเอง<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เสียงภายในหัวยังดังต่อไป ผมใช้ชีวิตไปแต่ละวันจนเริ่มจะเฉยๆ ชาๆ กับชีวิต จนกระทั่งมีเสียงจากภายนอก ซึ่งก็เป็นถ้อยคำที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็พึ่งจะมากระตุกให้ฉุกคิด<br />
นั่นก็คือคำที่บอกว่า &#8220;ไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้น&#8221;<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กับคำนี้ ผมคิดว่าเป็นความจริงอยู่ 90% นั่นก็เพราะว่าพอถึงจุดนี้ของชีวิต ทุกคนต่างก็ต้องสนใจชีวิตของตัวเองไปตามช่วงวัยและภาระที่มากขึ้น<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่อีก 10% ที่เหลือไว้นั้น คงจะต้องเถียงกับประโยคที่ว่ามาซักหน่อย เพราะเอาเข้าจริงก็มีคนจำนวนหนึ่ง(ถึงแม้จะเป็นจำนวนน้อย) ที่ยังคงสนใจกัน ผ่านการทักทายมาว่า &#8220;ทำไมแม็คไม่เห็นเขียนอะไรเลย&#8221;, &#8220;จะรออ่านทุกสิ่งที่คุณเขียนนะ&#8221;, &#8220;อยากให้พี่แม็คเขียนเรื่องนี้&#8221;, &#8220;มึงเขียนดิ้&#8221; ฯลฯ<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คำเหล่านั้นมีความหมายกับผมเหลือเกิน ในวันที่เสียงภายในไม่เป็นมิตรกับตัวเอง ก็ยังมีเสียงจากข้างนอกที่ให้กำลังใจและชุบชูใจให้อยากลุกขึ้นมาทำอะไรอีกครั้ง<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แม้ว่าเสียงด้านลบจะยังไม่หายไป แม้ว่าความมั่นอกมั่นใจจะยังไม่กลับมา แต่ผมก็เห็นแล้วว่าตัวเองได้ปล่อยร้างวันเวลาโดยไม่ได้เขียนมานานเกินไป นานจนห่อเหี่ยว นานจนคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกคิดถึง และจากนี้ไปผมเองก็จะเขียนด้วยความคิดถึงที่มีต่อคนกลุ่มนี้เช่นกัน<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ แต่ผมจะกดโพสต์ภาพนี้ด้วยความกล้าหาญที่มีอยู่น้อยนิด ผสมกับความคิดถึงจำนวนมหาศาลที่ได้รับเพิ่มมา<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ช่างหัวเสียงในหัว ช่างหัวความไม่มั่นใจ เอาละ กดโพสต์แม่ม.</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เขียนว่าจะกลับมาเขียนครั้งที่ 101<br />
23 ก.ค. 2568</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2025/07/23/2038/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เขียนถึงการกลับมาเขียน : สดุดี &#8220;ปิ่นพงศ์&#8221;</title>
		<link>https://worathon.space/2023/06/11/thanks-pinpong-co/</link>
					<comments>https://worathon.space/2023/06/11/thanks-pinpong-co/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Jun 2023 17:25:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1905</guid>

					<description><![CDATA[ดึกดื่นคืนนึง ผมได้รับการแจ้งเตือนในแอพ Messenger จาก "ไอ้ปิ่น" เพื่อนสมัยมหาลัยที่ไม่ได้คุยกันมาซักพักใหญ่ ๆ โดยในข้อความนั้นเป็นการถามไถ่ถึงเว็บไซต์ worathon.space ที่ปิดร้างไป อาจจะเพราะด้วยความที่ไม่มีเรื่องจะเขียน หมดไฟ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมได้ปิดมันไปแบบที่คิดมาแล้วเป็นอย่างดี เอาเข้าจริง ๆ ผมก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าตัวเองยังมีเว็บไซต์ และได้ปิดมันไปเองกับมือ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ดึกดื่นคืนนึง ผมได้รับการแจ้งเตือนในแอพ Messenger จาก &#8220;ไอ้ปิ่น&#8221; เพื่อนสมัยมหาลัยที่ไม่ได้คุยกันมาซักพักใหญ่ ๆ โดยในข้อความนั้นเป็นการถามไถ่ถึงเว็บไซต์ worathon.space ที่ปิดร้างไป อาจจะเพราะด้วยความที่ไม่มีเรื่องจะเขียน หมดไฟ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมได้ปิดมันไปแบบที่คิดมาแล้วเป็นอย่างดี เอาเข้าจริง ๆ ผมก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าตัวเองยังมีเว็บไซต์ และได้ปิดมันไปกับมือ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-1906 aligncenter" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/ภาพเว็บ.jpg" alt="" width="1200" height="630" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/ภาพเว็บ.jpg 1200w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/ภาพเว็บ-300x158.jpg 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/ภาพเว็บ-1024x538.jpg 1024w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/ภาพเว็บ-768x403.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การทักมา และ บทสนทนาของปิ่น ค่อย ๆ ขุดคุ้ยอารมณ์ความสนุก และความตั้งใจของผมทีละนิด ถึงแม้ว่าในการสนทนานั้นจะไม่ได้มีการเชียร์หรือบังคับให้ผมต้องกลับมาเปิดเว็บ นอกจากนั้นบทสนทนายังพาเราออกไปสู่เนื้อหาเชิงเทคนิคที่ผมเองก็ไม่ได้มีความเข้าใจมากมายนัก แต่ไม่รู้ว่าทำไม คุย ๆ ไปแล้วใจมันขึ้น หลังจากการคุยกับไอ้ปิ่นได้ไม่นาน เว็บไซต์ของผม กลับมาเปิดทำการอีกครั้ง และสิ่งที่กลับมาพร้อม ๆ กันนั้น ก็คือ พลัง ไฟ และจิตใจที่อยากจะเขียนอีกด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-1907 aligncenter" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/Pause-Website.jpg" alt="" width="1200" height="630" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/Pause-Website.jpg 1200w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/Pause-Website-300x158.jpg 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/Pause-Website-1024x538.jpg 1024w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2023/06/Pause-Website-768x403.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมพอจะจำได้ลาง ๆ ว่าความรู้สึกตอนที่จะหยุดเผยแพร่เว็บของผมก็คือ <em>&#8220;การรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้สลักสำคัญอะไร&#8221;</em> ผมคิดว่าคงไม่มีใครสนใจในสิ่งที่เราเขียนขนาดนั้น หรือต่อให้จะมีคนสนใจจริง ๆ สิ่งที่เราเขียนก็ช่างไร้ค่าและไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อผู้อื่น นั่นน่าจะเป็นวูบสุดท้ายที่รู้สึกได้ก่อนที่จะกด Pause เว็บของตัวเอง และเหลือไว้เพียงป้ายบอกลา และคำกล่าวยอมแพ้อย่างเป็นทางการ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมปล่อยเว็บนั้นไว้ด้วยความรู้สึกหม่น ๆ จนเวลาผ่านไปหลายเดือน กระทั่งการทักมาของปิ่น ทำให้ผมเข้าใจว่าที่สุดแล้ว คนเราอาจไม่ได้ไร้ตัวตนขนาดนั้น และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลแบบใดก็ตาม ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะยังมีผู้คนที่สนใจเราอยู่บ้าง และไอ้การที่เราสำนึกได้ว่าตัวเราไม่สลักสำคัญอะไรนี่แหละ เป็นเหตุผลให้เราต้องสลักเอาไว้ให้โลกรู้ ว่าการมีอยู่ของเรานั้นมันมีความสำคัญ หรือถ้าจะไม่สำคัญ ก็สลักเอาไว้ว่าครั้งนึงโลกใบนี้เคยมีคนอย่างเราอยู่ ผ่านร่องรอยความคิดในรูปแบบของ &#8220;การเขียน&#8221; ซึ่งจะเกิดขึ้นในบทความถัด ๆ ไปของเว็บไซต์นี้ครับ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บทความนี้ ผมขอเขียนขึ้นเพื่อสดุดีแด่ ไอ้ปิ่น ผู้ซึ่งเข้ามาเขี่ยคุ้ยกองขี้เถ้าให้กลายเป็นไฟลุกโชนขึ้นมาในช่วงจังหวะเวลาที่ไฟในการเขียนของผมซบเซาที่สุด ผมขอทึกทักเอาเองว่าผมค่อนข้างสนิทกับมัน เพราะนับว่าเป็นเพื่อนที่คุยกันได้หลายเรื่อง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เรายังคุยกันอยู่ แม้จะไม่ค่อยมีเหตุอะไรให้คุยกันแล้วก็ตาม สำหรับผมนั้น การได้คุยกับไอ้ปิ่น คือการสนทนาที่ให้ความรู้สึกว่ากำลังคุยกับคนฉลาด คนที่มีความแอคทีฟ คนที่มีพลังล้นเหลือในการทำอะไรซักอย่างที่ตัวเองต้องการ ผมเคยแอบสงสัยว่า หรือจริง ๆ แล้วไอ้ปิ่นคือขั้วตรงข้ามของคนอย่างผม มันมีทุกอย่างที่ผมอยากมี แต่ก็ไม่มีเลยซักนิด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากจะบอกว่าปิ่นเป็นใคร พล็อตเรื่องของผมกับไอ้ปิ่นก็คงเหมือนกับหนัง Coming of age ทั่วไป นั่นคือเราได้มารู้จักกันตอนวัยเปลี่ยนผ่านจากมัธยมมาสู่มหาลัย และไม่ชอบหน้าเอาเสียเลยตั้งแต่ครั้งแรกที่สนทนา แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม๊ ทำไม เส้นด้ายแห่งโชคชะตาถึงได้พามาให้ต้องคลุกคลีกันในปีท้าย ๆ ของการเป็นนิสิต และลิขิตให้ต้องคลุกคลีกันต่อในช่วงต้น ๆ ของชีวิตวัยทำงาน อาจไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่โทรหากันในวันอกหัก แต่ผมกับปิ่นก็มักจะมีเรื่องคุยกันอยู่เสมอ อาจเป็นเรื่องของเราบ้าง อาจเป็นเรื่องของคนอื่นบ้าง ปะปนกันไป แต่ทุกครั้งที่ได้คุยกัน ก็มักจะพาเราให้เรารู้ว่าเราเติบโตกันมาแค่ไหน เมื่อนับจากวัยเด็กที่เคยทะยานฝันอยากทำอะไรกันมากมาย แต่ก็มีอันต้องแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง โดยสัญญากันไว้ลางๆว่า ถ้ามีโอกาสคงได้ร่วมงานกันอีก แต่ระหว่างนั้นเราก็ยังเป็นเพื่อนกันที่ยังพูดคุยกันอยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตอนนี้ไอ้ปิ่นเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ ดังนั้น มันจึงเป็นคนที่ผมเชื่อถือได้ในระบบตรรกะ และนึกถึงเสมอเวลาเจอปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ผมแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ ดังนั้น ในการพูดคุยกันจึงมักจะเต็มไปด้วยเนื้อหาเชิงเทคโนโลยีและการตีความสังคมผ่านระบบตรรกะ แต่ก็น่าจะด้วยความเป็นโปรแกรมเมอร์อีกเช่นกัน ที่ทำให้ปิ่นมักจะตรวจตราความผิดพลาด หรือ Error ต่าง ๆ จากตัวเองอยู่เสมอ ผมเชื่อว่ามันก็มักจะสอบหาเออเร่อนี้ถามจากคนรอบข้างอยู่บ่อย ๆ แม้แต่คำถามล่าสุดจากมันที่มีต่อผม ก็ยังเป็นคำถามทำนองนี้ นั่นจึงทำให้ผมลำบากใจทุกที ในเวลาที่จะต้องให้ความเห็นว่ามันเออเร่อตรงไหนบ้าง และด้วยความที่ผมเป็นคนประเภทที่เลือกมองโลกแบบไม่รอบด้าน ผมจึงไม่มองไม่ค่อยเห็น Error ที่ไอ้ปิ่นกำลังหาอยู่ อาจเป็นผมซะเองที่รู้ตัวว่ามี Error มากมาย จนไม่สามารถจะไปบอกใครได้ว่าผมเห็นใครพลาดเรื่องไหนบ้าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในทางกลับกัน โลกอีกด้านที่ผมเลือกจะมอง ก็มักจะเห็นแต่ความชื่นชมต่อไอ้ปิ่น ในฐานะที่มันเป็นบุคลิกด้านตรงข้าม ซึ่งผมเห็นว่าเจ๋งและอยากจะมีอยากจะเป็น อย่างเช่น ความฉลาด ความแอคทีฟ และพลังล้นเหลือ ซึ่งก็น่าจะเป็นข้อมูลแบบดาดเดื่อนที่ปิ่นพอจะรู้จากฟีดแบ็คของคนรอบข้างอยู่แล้ว ถ้าผมตอบผิดไปจากนี้ แสดงว่าผมคงไม่ได้รู้จักมันจริง หรือไม่ ก็คงไม่ได้สนิทกันอย่างที่เคลมไว้แน่นอน<br />
<br />
<center>. . . . .</center><br />
<br />
<center>อย่างที่บอกครับ ในบทความนี้ ผมขอเขียนขึ้นเพื่อสดุดีแด่ไอ้ปิ่น ผมจึงอยากบอกมันว่า. . .</center></p>
<p><strong>&#8220;เห้ย ขอบคุณความแอคทีฟในยามดึกดื่น ที่ยังอุตส่าห์มาส่องเว็บกู และทักมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม้คำถามนี้จะไม่ได้ตอบไปตรง ๆ แต่ก็เป็นคำถามที่สั่นคลอนจิตใจกูได้มหาศาล นอกจากนั้นก็ยังขอบคุณพลังล้นเหลือที่จะติดตามความเคลื่อนไหวกันไปในทุกโซเชี่ยลมีเดีย แม้กระทั่งในแทบทุกเพจที่กูเป็นแอดมิน กูมองว่านี่เป็นกำลังใจชั้นยอด อย่างน้อยที่สุด หลังจากนี้ไปกูคงจะกล้าทำอะไรมากขึ้น แบบว่าทำ ๆ ไปเหอะ อย่างน้อยก็น่าจะมีมึงที่มองอยู่แหละมั้ง ตอนนี้กูอยากจะกลับมาเขียนแล้วว่ะ &#8220;</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุดท้ายนี้ เว็บ worathon.space คงจะไหม้จนมอดไปเรียบร้อย หากไม่ได้ไอ้ปิ่นช่วยรื้อฟื้นกลับมา ดังนั้น การมีอยู่ของเว็บไซต์ และจิตใจที่อยากจะเขียนของผมต่อจากนี้ ผมจึงขอยกเครดิตให้ไอ้ปิ่นเป็นหุ้นส่วนไปซัก 49% (ป้องกันไว้ไม่ให้มันเทคโอเวอร์) และขอนับ <a href="https://pinpong.co/">Pinpong.co</a> เป็นพันธมิตรหนึ่งเดียว ภายใต้แพลตฟอร์มการสื่อสารแบบ Blog to Blog และหวังว่าเราจะยังสื่อสารกันต่อไป ไม่ว่าจะด้วยช่องทางไหนก็ตาม และผมก็ขอสัญญาว่าจะกลับมาเขียนในทุกช่องทางเช่นกัน ถึงตอนนี้ ผมจะปิดท้ายด้วยคำขอบคุณอย่างอลังการ<br />
<br />
<center>ขอยืมเสียงน้าค่อม &#8230; / <strong>&#8220;ขอบคุณนะ ไอ่สัส!&#8221;</strong></center></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2023/06/11/thanks-pinpong-co/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่มีเพลงประกอบ</title>
		<link>https://worathon.space/2019/07/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/07/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jul 2019 12:19:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1540</guid>

					<description><![CDATA[ชีวิตที่มีเพลงประกอบ น่าจะเป็นชีวิตที่งดงาม ราวมิวสิควีดิโอ  ถ้าฉากนั้นไม่ใช่จังหวะดนตรีที่สวยงาม อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เศร้าโศกได้อย่างมีสุนทรียะ ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #cd8c51;">ชีวิตที่มีเพลงประกอบ น่าจะเป็นชีวิตที่งดงาม คล้ายมิวสิควีดิโอ แม้ยามฝันก็ชวนให้ตื่น หรือยามตื่นก็ยังมีฝัน อาจไม่ใช่ภาพที่สวยงาม แต่ก็ทำให้เศร้าโศกได้ อย่างมีสุนทรียะ</span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมนั่งพิมพ์บทความนี้ ตอนฟังเพลงบลูส์บรรเลง กับจิบเบียร์ไม่กี่กระป๋อง คิดว่าอารมณ์ครึ้มอกครึ้มใจแบบนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการปล่อยใจไปกับเสียงเพลงและฤทธิ์เบียร์ จนนึกขึ้นว่า บางทีแล้ว ชีวิตคนเราก็ต้องมีฉากเหมือนในหนังกันบ้าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมเชื่อว่าการดำเนินไปของชีวิตกับการบรรเลงดนตรี มีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่มีจังหวะจะโคน มีท่วงทำนอง มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ และมีอารมณ์หลายหลากคละคลุ้งอยู่ในนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ชื่อก็บอกว่าเพลงประกอบ หมายความว่ามันต้องเป็นเพลง หรือ ดนตรี ที่มาประกอบกับอะไรซักอย่างแล้วส่งผลกับบรรยากาศหลักในจิตใจ เสียงนั้นอาจบรรเลงขึ้นทันทีทันใด หรือ มาดังตอนนั่งใครครวญถึงอดีต เมื่อนึกถึงเพลง เรามักนึกถึงบางเวลา บางสถานที่ บางอารมณ์ หรือแม้แต่บางคน เป็นส่วนประกอบรวมกันให้เพลงนั้นยังไพเราะ และ ความทรงจำนั้นยังมีความหมาย</p>
<p><img decoding="async" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2.jpg" alt="เพลงประกอบ" width="2048" height="1002" class="alignnone size-full wp-image-1547" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2.jpg 2048w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-300x147.jpg 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-768x376.jpg 768w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-1024x501.jpg 1024w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-585x286.jpg 585w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<a href="http://digi.library.tu.ac.th/mass/2547/0038/07chapter-3.pdf"><strong>หน้าที่ของเพลงประกอบในหนัง</strong></a>  มีไว้เพื่อเป็นองค์ประกอบของการเล่าเรื่อง เป็นเสียงที่เราได้ยินขึ้น ทั้งๆที่เราไม่ตั้งใจฟัง เป็นส่วนผสมที่ทำให้อารมณ์ของหนังกลมกล่อม เป็นเสียงที่บอกสถานการณ์บางอย่างที่ตัวละครกำลังเผชิญ หรือแม้แต่เป็นเสียงที่พยากรณ์จุดจบของเรื่องราวได้เลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หน้าที่ของเพลงประกอบ ในชีวิตจริง ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก นั่นคือ “มักดังขึ้น” พร้อมกับการนึกถึงเรื่องราวต่างๆ บ่อยครั้ง ที่เพลงนั้นๆเป็นสวิซต์กดเปิดความความทรงจำ ทำให้เราเล่าเรื่องบางฉากบางตอนได้ถึงรสกว่าการไม่มีเพลง ในทางนึงก็ทำให้เรามีความสุนทรีย์กับปัจจุบันขณะ เคลิบเคลิ้มไปกับ รัก โลภ โกรธ หลง ในห้วงขณะใดๆในชีวิตได้พอประมาณเลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีเรื่องราวเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน และบางเรื่องก็เป็นเหตุการณ์กระทบใจ บางเพลงที่เผลอได้ยิน หรือหยิบฉวยมาใส่หู จึงทำหน้าที่เป็นช่างก่อสร้าง ประกอบชิ้นส่วนของบรรยากาศ เนื้อหา ความหมาย และเรื่องราว ให้กลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง ที่เรียกในอีกชื่อว่า <strong>“ความทรงจำ”</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากลองสำรวจรื้อค้นความทรงจำดูดีๆ ในนั้นอาจมีบางเพลง เพราะว่ามีบางเหตุการณ์ บางสถานที่ บางความรู้สึก กับ บางคน ที่กำลังโลดแล่น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเรื่องราวที่ฉายใม่เคยจบ และเราเองก็ไม่ต้องการให้จบ บันทึกมันไว้แบบนั้น ไม่ถูกลบเลือนไปด้วยวันเวลา และไม่แยแสกฏแห่งการเสื่อมลง ของเซลล์สมอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีเพลงใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ประสบการณ์ใหม่ๆก็เกิดขึ้นตลอด ชีวิตที่มีเพลงประกอบ ก็คงไม่ต่างจากชีวิตที่รู้อดีต – รู้ปัจจุบัน เพราะอย่างน้อยๆก็รู้ว่าในวันที่มีมีความรัก ควรเต้นกับเพลงอะไร หรือในวันที่อกหัก ควรฟังเพลงทำนองไหน เสียงเพลงจะช่วยปลอบประโลมใจ แม้ในวันที่ไม่มีเสียงพูดจากใคร ก็ยังมีเสียงเพลงบรรเลงให้เรา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะฮิปฮอป ป็อป แจ๊ซ หรือ สกาเร้กเก้ ก็ฟังไปเถอะครับ เต้นไปเถอะครับ ดื่มด่ำกับมัน คิดซะว่า เมื่อมีท่วงทำนองเป็นมิตรสหาย ก็ไม่เห็นต้องเขินอายกับการร่ายรำ และหมกมุ่นกับความสุนทรีย์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บันทึกอดีต บรรเทิงกับปัจจุบัน บรรเลงสู่อนาคต อาจกลมกล่อมขึ้นเมื่อใช้เพลงใส่เข้าไปในเรื่องเล่า การมีเรื่องเล่าที่ดีจะช่วยเยียวยาจิตใจได้ แม้จะไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยก็ตาม เมื่อเริ่มบันทึก เราจะมีหลักฐาน  และ เพลงประกอบ อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่บันทึกร่องรอยของอารมณ์ไว้ได้ดีที่สุดเครื่องมือหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะเขียน ผมฟังเพลงบลูส์บรรเลง ฝั่งขวาเป็นโคมไฟ ฝั่งซ้ายเป็นกระป๋องเบียร์ แน่นอนว่าคืนนี้ผมอนุญาตให้ตัวเองถนัดซ้ายใช้มือไม้ในการหยิบกระป๋องอย่างคล่องแคล่ว ทุๆครั้งที่ถึงท่อนโซโล่ ผมก็ยกกระป๋องดื่มหนึ่งครัง เพลงบรรเลงมาได้ครึ่งอัลบั้ม ปริมาณน้ำในกระป๋องเริ่มลดหลั่น เขียนเสร็จแล้วด้วย ผมมีแค่ 2 ตัวเลือก คือ นอน กับ ออกไปซื้อเบียร์ แน่นอนว่าไม่นอน ผมหยิบกุญแจรถ และวิ่งไปอย่างรวดเร็วไม่แคร์เสียงกีต้าร์โซโล่ หวังแต่ว่า จะกลับมาก่อนการบรรเลงนี้จบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="color: #cd8c51;">อ้างอิง</span><br />
http://digi.library.tu.ac.th/mass/2547/0038/07chapter-3.pdf</p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/07/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การอวด และ ความอิจฉา ในสมรภูมิความสุข</title>
		<link>https://worathon.space/2019/06/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/06/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jun 2019 11:29:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1487</guid>

					<description><![CDATA[ไม่ค่อยแน่ใจ ว่านั่นเป็นประโยคคำถาม หรือการอุทานที่ฉุนเฉียว เลื่อนๆโทรศัพท์ไปก็คิดไม่ตก ภาพที่เห็นตรงหน้า เป็นแหล่งกำเนิดเสียงจากเครื่องหมายคำพูดได้เป็นอย่างดี]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #cd8c51;"><strong>“</strong><strong>ทำไมชีวิตมันดีจังวะ</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ค่อยแน่ใจ ว่านั่นเป็นประโยคคำถาม หรือการอุทานที่ฉุนเฉียว เลื่อนๆโทรศัพท์ไปก็คิดไม่ตก ภาพที่เห็นตรงหน้า เป็นแหล่งกำเนิดเสียงจากเครื่องหมายคำพูดได้เป็นอย่างดี &#8211; ทั้งดูดี, อยู่ดี, กินดี, ความสัมพันธ์ดี, สังคมดี, ไลฟ์สไตล์ดี  โอ้โห.. ดูดี(ไปรึเปล่า)ว่ะ &#8211; แถมคำว่า “มัน” ในที่นี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เป็นเพื่อน พี่ น้อง หรือใครซักคน ที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ และถ้าจะสรุปว่านี่คือ ความอิจฉา ผมอาจจบการเขียนไว้แค่ตรงนี้ แต่เพราะคิดว่ามันน่าจะมีอะไร ผมเลยจะขอเขียนต่อ</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong> จะบอกว่าคนอื่นขี้อวด </strong><strong>? ”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใช่ครับ ถ้าไม่สันนิฐานแบบนั้น ผมคงไม่เขียนต่อมาถึงตรงนี้ จะว่าไปแล้ว <strong>การอวด(ว่ามี)ดี</strong> เป็นอะไรบางอย่าง ที่ละม้ายคล้ายแฟชั่น นั่นคือทำกันเป็นเทรนด์ เป็นกระแส เป็นป้ายที่แปะบอกให้รู้ว่ากูก็มี ใครๆก็ทำกัน &#8211; ในการอวดนั้นอาจมีเนื้อหาว่าฉันดูดี ฉันกินอร่อย ฉันอยู่สบาย ฉันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฉันอยู่ในสังคมที่กว้างขวาง และ ฉันมีรูปแบบชีวิตที่สุดยอด ขอเหมารวมว่าสิ่งเหล่านี้คือ ความสุข  ..ใช่ ฉันมีความสุข แต่ไม่ใช่แค่ฉัน เพราะ เขา-เธอ-มัน-คุณ-ท่าน ต่างดูมีความสุขไม่น้อยหน้ากัน ทุกคนดูมีความสุขกันหมด ท่ามกลางสมรภูมิความสุขนี้ ใครกันที่ชนะ หรือใครนะที่พ่ายแพ้</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“ </span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>ก็เป็นเรื่องของเขาหรือเปล่า</strong><strong> ”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งใช่ และ ไม่ใช่  ถ้าจะฟันธงว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เหตุใดเรายังรู้สึก.. รู้สึกตกค้างตั้งแต่ย่อหน้าที่แล้ว รู้สึกอะไรบางอย่างจนหยุดคิดกับมันไม่ได้  จะว่าอิจฉา.. ก็น่าจะใช่  หรือ ริษยา.. อาจไม่แน่ใจนัก หรือจะว่าไปเราเคยโพสต์หรือแสดงออกว่าเรามีความสุขในทำนองนั้นเหมือนกันรึเปล่า ไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะมองว่าเราขี้อวดมั้ย &#8230; ถ้าใช่  แสดงว่าเราเองก็อยู่ในสนามประชันความสุขนี่เหมือนกันละสิ</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>ถ้างั้นใครๆก็อวดความสุขละสิ</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้วยความที่ว่าผมไม่กล้าสรุปร้อยเปอร์เซ็น ว่านี่เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำ ผมเลยไปย้อนดูที่ไปที่มาของการโอ้อวด ว่าเป็นกันมานานแล้ว หรือเพิ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่พ่อขุนรามคำแหงได้ตอกสลักอักษรลงบนศิลาจารึก ซึ่งต่อให้เป็นอย่างนั้น ก็ยังถือว่าเนิ่นนานอยู่ดี<br />
&nbsp;</p>
<h3><span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>อวดกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ(ขุนราม)</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลังจากได้ข้อมูลมาพอสมควร ทั้งทางประวัติศาสตร์ ชีวะวิทยา หรือ จิตวิทยา สรุปได้ประมาณว่ามนุษย์เราโอ้อวดกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ คนที่ทำการอวดคนแรก อาจกระทำด้วยการ ชูเนื้อชิ้นใหญ่ขึ้นเหนือหัว แล้วร้องว่า “อุกะ อุก่ะ ซูลู ลู่ ” &#8230; ใช่ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน จนพ่อขุนรามคำแหงเองก็ต้องตกใจ เพราะเราโอ้อวดกันตั้งแต่ยังไม่มีภาษาซะอีก  การโอ้อวดในแต่ละยุค กระทำผ่านรูปแบบที่แตกต่าง แต่มีใจความเดียวกัน คือ “เพื่อแสดงถึงอำนาจ” และ “คุณค่าของการคงอยู่”  &#8211; เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การแสดงออกว่าเรามีค่าในสังคม จึงเป็นเรื่องปกติ และ แสนธรรมดา เพราะสถานภาพทางสังคมและปริมาณความสุข เป็นข้อมูลสำคัญที่มนุษย์ใช้เปรียบเทียบและตัดสินว่าตัวเรายืนอยู่ในจุดที่ดีหรือจุดที่ตกต่ำเมื่อเทียบกับคนในสังคมเดียวกัน</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ แต่มันก็ยังขัดใจอยู่ดี</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กับคนสมัยก่อน ผมไม่แน่ใจนักว่าจะมีโอกาสไหนให้อวดกันได้บ้าง ..ที่วัด , งานแต่ง ,งานบวช , งานเลี้ยงรุ่น , หรือ งานศพ .  ผมเดาได้ประมาณนี้ แต่ในใจความของแต่ละสถานที่ คือต้องเจอกันตัวเป็นๆ หน้าต่อหน้า ขับรถหรูมาเลย แต่งหน้าสวยมาเลย ควงแฟนหน้าตาดีมาเลย หรือใส่เพชรเม็ดเป้งมาเลย อวดกันจะๆ นานๆทีก็ถือเป็นการอัพเดตความก้าวหน้าไปในตัวด้วย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ในปัจจุบัน ฟังก์ชั่นของการอวดเริ่มไม่ยึดโยงกับการเผชิญหน้า และ เริ่มหลุดจากกรอบเวลาที่ว่าต้องนานๆที  .. นี่มาถี่ มาจากหลานคน หลายอาชีพ หลายชนชั้น หลายเวลา และ เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ชนิดที่ว่าเลื่อนไปเล่นๆไม่เกิน 3 ครั้ง จะต้องเห็นกันบ้างแหละหน่า</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>แล้วอย่างไหน ที่เรียกว่าอวด</strong><strong>”</strong><strong>   </strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้วยความสงสัยที่อาจไต่ไปถึงขั้นโรคจิต ผมเริ่มสังเกตุและแบ่งลักษณะของรูปถ่ายที่บ่งบอกถึงการอวดได้ 7 รูปแบบ  แบ่งย่อยๆเป็นลักษณะดังนี้</p>
<p><span style="color: #cd8c51;"><strong>1) รูปที่ถ่ายตัวเอง (หรือเซลฟี)</strong></span> &#8211; แสดงถึงความงดงาม หรือความภูมิใจในบุคลิกภายนอก<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>2) รูปถ่ายอาหาร</strong></span> – แสดงถึงการได้กินอาหารที่อร่อย(รวมถึงราคาสูง) ในโอกาสสำคัญ<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>3) รูปถ่ายสถานที่ที่เราอาศัยอยู่</strong></span> – แสดงถึงความสะดวกสบาย และไลฟ์สไตล์<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>4) รูปถ่ายกับคนรักหรือสมาชิกครอบครัว</strong></span> – แสดงถึงความมั่นคง และ ความอบอุ่น<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>5) รูปถ่ายกับกลุ่มเพื่อนหรือสังคมในที่ทำงาน</strong></span>  &#8211; แสดงถึงบรรยากาศในการทำงานที่ดี<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>6) รูปถ่ายปาร์ตี้</strong></span> &#8211; แสดงถึงชีวิตที่สนุกสนาน และ อิสระ<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>7) รูปถ่ายสัตว์เลี้ยง</strong></span> – แสดงถึงศักยภาพในการดูแลชีวิตอื่นๆ<br />
และ &#8230;<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>8) รูปอะไรซักอย่าง ที่มีแคปชั่นประมาณว่าไม่อยากอวด </strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นัยยะสำคัญของข้อ 8 นั่นคือ <span style="color: #cd8c51;"><em>รูปอะไรซักอย่าง ที่มีแคปชั่นประมาณว่า ไม่อยากอวด</em></span> น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาอยู่บ่อยๆ  &#8230;พูดแบบนี้อาจจะไม่เห็นภาพ ผมขอยกตัวอย่างแคปชั่น เช่น</p>
<ul>
<li><strong>“ โนแอพ ”</strong> // แนบรูปเซลฟี่ตัวเอง</li>
<li><strong>“ ขอบคุณเจ้ามือ ”</strong> // แนบรูปอาหาร</li>
<li><strong>“ ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ”</strong> // แนบรูปคู่กับแฟน</li>
<li><strong>“ ที่นี่ที่ไหนกันนะ”</strong> // แนบภาพสถานที่ซักแห่ง</li>
</ul>
<p><strong></strong></p>
<h3><span style="color: #cd8c51;"><strong>“ </strong><strong>มันก็ปกตินี่ สรุปว่าเรามันขี้อิจฉาเองนี่หว่า </strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถึงตรงนี้ ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าบทความนี้ ริเริ่มจากความอิจฉา ขับเคลื่อนด้วยความสงสัย และจบลงด้วยความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ของทั้งสองหัวข้อ &#8230; ใช่ครับ ความอิจฉา เป็นเรื่องธรรมดา และก็ใช่อีก การอวดความสุขนั้น เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน  คิดวกไปวนมา จบลงที่ความธรรมดาได้ยังไงกันเนี่ย</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“ </span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>แต่เพื่อไม่ให้บทความนี้ดูธรรมดาเกินไป ผมเลยอยากชวนสังเกตสักนิดครับ</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมลองไปเปิดดูพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถานดูแล้ว กลับได้ใจความบางอย่าง ที่จะมาพลิกเกมส์ของข้อสงสัย ดังนี้ครับ</p>
<hr />
<p><strong>อวด<br />
</strong>ก. สำแดง, แสดงให้เห็น, ทำให้เป็นที่ประจักษ์.</p>
<hr />
<p><strong>โอ้อวด<br />
</strong>ก. อวด, พูดยกตัว, พูดอวดความรู้ความสามารถหรือความมั่งมี.</p>
<hr />
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การอวด กับ การโอ้อวดนั้น ออกเสียงต่างกันแค่พยางค์เดียว แต่ความหมายนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะการอวด คือการแสดงให้เห็น ถือเป็นสิ่งที่สุดแสนจะธรรมดาที่ใครๆก็ใคร่จะทำ แต่การโอ้อวดนั้น คือการยกตน ให้ดูเหนือกว่าผู้อื่น  ซึ่งทั้งสองคำนี้ก็ไปตอบโจทย์ว่าเป็นการการะทำเพื่อแสดงอำนาจ และ แสดงออกถึงความมีคุณค่าให้แก่ตัวเอง ส่วนจะมากจะน้อย จะน่าชื่นชมหรือน่าหมั่นไส้ ก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องแยกมันออกจากกันให้ดี ว่าที่เรากำลังเห็นอยู่นั้น มันคือการอวดแบบไหนกันแน่</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“ </span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>เออ งั้นช่างมันเถอะ </strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แต่บอกด้วยความเข้าใจว่า “ช่างมันเถอะ” เพราะไม่ว่าจะอย่างไร แค่เลื่อนนิ้วบนโซเชี่ยลมีเดียไม่เกิน 3 ที ก็เจอการอวด ไม่ว่าจะอย่างไร การอวดนั้นจะทำให้เราอิจฉาอยู่เสมอ มันเป็นกระบวนการของสัตว์สังคม ถ้ารับไม่ได้ ก็ควรเอาตัวออกห่าง คงไม่ถึงกับต้องลี้ภัยไปไหนต่อไหน ผมเชื่ออย่างสุดใจว่าเราจะต้องอยู่กับมัน จนตายกันไปข้าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต้องย้อนกลับมาเตือนใจ ว่าสิ่งที่ต้องรับมือเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอิจฉา คือการแยกว่าข้อมูลที่เห็นนั้น คือ <strong>การอวด</strong> หรือ <strong>การโอ้อวด</strong>  หลังจากนั้นคงต้องลองคิดเอาเอง จากความหมายในพจนานุกรมที่ผมบอก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หรือถามอีกทีอย่าง “ เราไม่ยินดีกับ เพื่อน พี่ หรือน้อง ของเรา ที่เค้ามีชีวิตที่ดีเลยหรือ ” ถ้าจะตอบแบบพระเอก คงใช่ เราควรยินดี แต่ก็คงไม่ทุกครั้งทุกกรณีหรอกใช่มั้ยล่ะ มีคำพูดจากหนังเรื่องหนังเรื่อง 3idiot ทำนองว่า</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #cd8c51;"><strong>“ </strong><strong>เป็นเรื่องน่าประหลาด</strong></span></h3>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #cd8c51;"><strong>พอเพื่อนย่ำแย่ เรารู้สึกไม่ดี</strong></span></h3>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #cd8c51;"><strong>พอเพื่อนได้ดี เรารู้สึกแย่</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;<strong>จริงหรือไม่ ก็แล้วแต่ว่าใครจะตีความ</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุดท้าย ไม่ว่าเราจะอิจฉาหรือริษยาแค่ไหน คนเหล่านั้นที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย ต่างก็เป็นคนในชีวิตเรา  ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผาผลาญมิตรภาพด้วยไฟอิจฉา ในสมรภูมิความสุขนี้ไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียวที่ต้องฝ่าฟัน ใครๆก็ต้องเผลอรู้สึกกันบ้างแหละ นี่จึงจำเป็นที่ความเข้าใจที่มีต่อตัวเอง รู้เท่าทันความอิจฉา และเป็นประชากรโซเชี่ยลที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป .</p>
<p><strong>          </strong></p>
<blockquote><p><strong>อ้างอิง</strong><br />
https://themomentum.co/happy-self-help-socialmedia-show/</p></blockquote>
<p><strong>          </strong></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/06/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรือเล็ก มรสุม และความปกติ ว่าด้วยชีวิตหลังเรียนจบ</title>
		<link>https://worathon.space/2019/05/13/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/05/13/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 May 2019 20:39:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตหลังเรียนจบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1464</guid>

					<description><![CDATA[เรือเล็ก ที่เขียนป้ายชื่อติดว่า “ชีวิตหลังเรียนจบ” กำลังจะเริ่มต้นเดินทาง หลังจากที่ได้หยุดจอด เพื่อเตรียมเสบียง อยู่บนชายหาดที่ชื่อว่า “มหาวิทยาลัย” มาหลายปี]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรือเล็ก ที่เขียนป้ายชื่อติดว่า <strong>“ชีวิตหลังเรียนจบ” </strong>กำลังจะเริ่มต้นเดินทาง หลังจากที่ได้หยุดจอด เพื่อเตรียมเสบียง และต้นทุนชีวิต อยู่บนชายหาดที่ชื่อว่า “มหาวิทยาลัย” มาหลายปี ชีวิตหลังเรียนจบ จากนี้ช่างสับสนเหลือเกิน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นับเป็นเวลาหลายปี ที่บัณฑิตทุกคนได้อดทนบากบั่น อดตาหลับขับตานอน วิ่งบ้างเดินบ้าง ล้มลุกคลุกคลาน จนเรียนจบอย่างที่ใฝ่ฝันไว้   ช่วงเวลาระหว่างการเรียน ต่างก็ได้เจอเรื่องราวต่างๆมากมายทั้งวิชาการ และ วิชาชีวิต รัก โลภ โกรธ หลง ได้ถาโถมใส่ หรือไม่ก็เป็นเราซะเองที่วิ่งเข้าไปหา  กับเรื่องราวเหล่านี้มากน้อยต่างกัน แต่ได้เจอเหมือนกัน ถ้วนหน้า กลายเป็นความทรงจำชุดสุดท้ายของวันเด็ก ก่อนที่จะพ้นสภาพการเป็น “เด็กมหาลัย”</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เวลาระหว่างนั้นจบไป เรื่องราวระหว่างนี้ ก็เริ่มต้นขึ้น <em>ก่อนหน้านี้เรารู้ว่าพอจบ ม.6 แล้วจะขึ้น ปี 1 , พอจบ ปี 1 แล้ว จะขึ้นปี 2  แต่หลังจากเรียนจบแล้ว .. แล้ว&#8230; แล้วมันยังไงต่อล่ะ &#8230;</em> คำถามเชิงปรัชญาอย่าง &#8220;ตายแล้วไปไหน&#8221; ยังพอเดาๆคำตอบได้ว่ามีอยู่ไม่กี่ทาง คือ ไม่ลงนรก ก็ขึ้นสวรรค์ หรืออาจจะพลิกแพลงกว่านั้นก็ไปเป็นผีในมุมอับ ให้ผู้คนได้พบเจอแล้วโทรไปเล่าในรายการวิทยุผี แต่นี่พอเรียนจบแล้วยังไงล่ะ.. ความเป็นไปได้ มีมากมายจนคล้ายๆว่าจะเหมือนพล็อตหนังเรื่อง Avenger Endgame เลย .</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมคงไม่บอกว่าในบรรดา 14 ล้านความเป็นไปได้นี้ คุณควรเลือกทางไหน แล้วผมก็ไม่อยากจะต้องมาไล่ให้ฟังด้วย ถึงแม้ว่าจะมีตัวเลือกง่ายๆเช่น ก็ไป<a href="https://www.jobbkk.com/"><strong>หางาน</strong></a>ทำสิ,ก็ไป<a href="https://pantip.com/topic/30808943"><strong>เรียนต่อ</strong></a>สิ,ก็ปล่อยเป็น <a href="https://www.dek-d.com/studyabroad/41106/"><strong>Gap Year</strong></a> สิ บลาๆๆ (ก็อดบอกไม่ได้สิน่าา)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระหว่างนี้ คงเป็นห้วงเวลาของว่าที่บัณฑิตทุกคน จะได้ยินคำถาม ทั้งจากตัวเอง และ จากคนข้างๆบ้าน มากน้อยแตกต่างกัน ภาษาถิ่นอาจจะไม่ใช่แบบนี้ แต่ใจความฟังดูแล้วคล้ายๆจะเป็นคำ ว่า “มีงานทำหรือยัง” หรือ “จะทำงานอะไรต่อ” โชคดีหน่อยก็เจอแค่คำถาม โชคไม่ได้ก็โดนคำถากถาง หรือแย่ไปกว่านั้นก็โดนป้าเล่าเรื่องลูกของตัวเองให้ฟัง ( เห้อ )</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะทำยังไงได้ ก็ค่านิยมเรื่อง “การเรียนสูงๆจะได้ทำงานดีๆ และเป็นเจ้าคนนายคน” มันดันเป็นค่านิยมที่ฮิตกันซะเหลือเกิน ถ้าจะว่าค่านิยมนี้มันย่ำแย่ พ่อแม่ก็คงเอาเงินไปซื้ออาหารให้วัว แทนที่จะขายวัวมาส่งฟวายอย่างเราเรียน / แต่ถ้าจะบอกว่ามันเป็นค่านิยมที่ถูกต้อง มันก็ช่างเป็นความถูกต้องที่กดดันเราซะจริง แต่นั่นก็ไม่ใช่โจทย์ที่ต้องแก้ในตอนนี้หรอกครับ เพราะเผลอแปปเดียว ป้าอีกบ้านก็เดินมาถามว่า เราทำงานอะไร อีกแล้ว&#8230;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลจากตลาดแรงงาน หรือไม่ว่าจะข้อมูลง่ายๆจากเฟซบุ๊ก ต่างก็รายงานว่า มีผู้ว่างงานจำนวนเหยียบ 4 แสนคนในทุกๆปี น่าสะเทือนใจตรงที่จากเลขสี่แสนนั้น มี 1.6 แสนคน ที่เรียนจบ ป.ตรี เป็นเลขที่ไม่ตลก หรือต่อให้ข่าวนี้ถูกรายงานโดยตลกคณะเชิญยิ้ม เราก็ขำไม่ออกอยู่ดี เพราะขาของเราก็ก้าวไปอยู่ในเลขจำนวนนั้นขานึงซะแล้ว ตัวเลขไม่ใช่น้อยๆเลยนะนั่น ถ้าคิดเป็นกราฟกลมๆแล้ว คือจำนวน 1 ส่วน 3 เลยนะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อ่านมาจนถึงตรงนี้ ห่อเหี่ยวใจใช่มั้ยครับ ช่างเป็นงานเขียนที่ไม่จรรโลงใจ บั่นทอนกันด้วยการเอาข้อมูลมาอัดๆๆ  บอกแต่ปัญหาๆๆ แล้วยังไม่มีทางออกให้อีก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ใจร้ายขนาดนั้นครับ ผมขอให้อีกหนึ่งมุมมอง ( ท่ามกลางมุมมองอื่นๆที่คุณอาจได้รับฟังมาก่อนหน้านี้ ) นั่นคือให้มองเรื่องนี้เป็น&#8221;เรื่องปกติ&#8221;ครับ (มันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ) มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ การยอมรับสิ่งที่ไม่ได้อย่างใจให้เป็นเรื่องปกตินี่ยากมากแน่ๆ แต่นี่ก็น่าจะเป็นความจริงแรกๆ ที่โลกนอกรั้วมหาลัยจะสั่งสอนเรา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่มีอะไรได้อย่างใจไปซะหมด / ไม่มีอะไรทันใจไปตลอด / และไม่มีแนวข้อสอบให้ขีดปากกาไฮไลท์อีกต่อไป ผมพูดได้เพราะผ่านช่วงนั้นมา แต่ก็ยังไม่ถือว่าผ่านไป บางทีการพยายามไปทำอะไรกับมันมากนัก การหวังถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทาง ก็อาจทำให้เราเหนื่อย ท้อ จนไม่อยากจะเริ่มเลยก็ได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้ายังจำได้ ผมจั่วหัวบทความนี้เปรียบว่าชีวิตเปรียบเหมือนเรือ ( ถ้าจำไม่ได้ก็เดาๆเนียนๆไปก่อน) ผมอุปมาว่าชีวิตในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับเรือลำเล็กๆ ที่ถึงเวลาต้องออกจากฝั่ง อาจจะออกเพราะโดนบังคับโดยค่านิยม หรือแล่นออกไปเองเพราะมีเป้าหมาย แต่นี่ ก็ถือเป็นการออกเรือในช่วงที่ฤดูมรสุมทั้งนั้น และในวันที่ต้องออกเรือไป แน่นอนว่ามีความใจหาย ทั้งเพื่อนที่เรียนขับเรือมาด้วยกัน ทั้งชายฝั่งที่คุ้นเคย ค่อยๆแยกห่าง ทั้งจากชายฝั่ง ทั้งจากเรือลำอื่นๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระหว่างลอยลำ บ้างก็แล่นฉิวเพราะเรือมีเครื่องยนต์ บ้างก็ไปแผ่วๆเพราะต้องอาศัยแรงลม แต่คลื่นลมก็ไม่ใจร้าย ถึงจะไม่ออกแรงพาย ชีวิตก็ยังลอยไปเรื่อยๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมมีเพื่อนหลายคน มีน้องหลายกลุ่ม หรือเผลอๆก็อาจจะเป็นผมเองด้วย ที่กำลังหงุดหงิด และท้อแท้กับช่วงเวลาที่ต้องรอแรงลม  ทำไงได้ ในเมื่อชีวิตมันไม่เอื้อ เครื่องยนต์ไม่มี เส้นทางไม่ชัด  เสียงคำถามก็ยังดังไม่หยุด โลกนี้ช่างไม่อ่อนโยนกับเราเอาเสียเลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในระหว่างทางฝัน ถ้ายังเอาตัวไปวางที่ปลายทางไม่ได้ ก็คงต้องเอาใจและความคิดนำไปก่อน โชคดีของเรือที่แล่นไม่ฉิว ก็คือ ยังพอมีเวลาให้คิด และ ยังมีเวลาปรับทิศทางซะใหม่ อาจต้องมาทบทวนดูดีๆว่า เราต้องการมุ่งสู่ใจกลางมหาสมุทรจริงหรือไม่ หรือที่จริงแล้วเรามันเป็นเรือตระเวนชายฝั่งก็พอ ปลายทางของเราคือที่ไหนกันแน่ ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต้องมีแน่ๆหละ ไอ้เพื่อนที่แล่นฉิวไปก่อน ต้องมีแน่ๆหละ ความอิจฉาที่มีต่อเพื่อนที่แล่นฉิวลำเมื่อกี้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า จะอยู่ตรงไหนก็มีปัญหาตรงนั้น เรามีปัญหาอยู่ตรงนี้ แต่ว่าเค้าก้มีปัญหาอยู่ตรงโน้น น่าแปลกที่เราเริ่มอิจฉาเพื่อนบางคนที่ไปได้ไกล ทั้งๆที่ถ้ามาถามกันจริงๆแล้ว ทางเส้นนั้นอาจไม่ใช่ทางที่เราอยากไปเลยก็ได้ ฉะนั้น ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกัน มันก็ดูผิดฝาผิดตัวไปหน่อย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อย่าลืม ว่าตอนนี้พึ่งออกมาจากฝั่ง คุณไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพื่อนที่ห่างไปก้ใช่ว่าจะหายซะทีเดียว อาจารย์ที่รู้จักก็ยังอยู่ ทักษะที่ฝึกมาก็เต็มมือ (เว้นซะแต่ คุณจะไม่มีอะไรที่ผมว่ามาเลย อันนี้ Inbox มา เดี่ยวผมจะปลอบใจให้เป็นการส่วนตัว)   เวลานี้แหละ ท้าทายสุดๆ สนุกสุดๆ ถึงจะล่มก็ล่มมันซะตั้งแต่ตอนที่น้ำยังตื้นๆเลย ลองถูกลองผิดไป เผลอๆวันนึงก็อาจจะรู้ตัวว่าออกเดินทางมาซะแล้ว ทั้งๆที่คิดว่าน่าจะมาไม่ได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรือเล็กลำนี้ กำลังค่อยๆเคลื่อนออกจากฝั่งไปอย่างเนิบๆ วันเวลาค่อยๆพัดพาความจริงมาให้รู้จัก อาจเจ็บปวดบ้าง ท้อแท้บ้าง หรือบางทีก็ถึงกับดับฝันไปเลยก็มี แต่อยากให้คิดว่าเรื่องนี้มันจะไม่อยู่กับเราตลอดไป ชีวิตคือเรือที่ลอยอยู่ในทะเล ถึงเราไม่ทำอะไร ก็จะมีลมมีคลื่นมาพัดไปอยู่ดี อ่านมายืดยาวถึงตรงนี้ คุณอาจจะพอจับใจความได้ว่า ไอ้สิ่งที่คุณกำลังเผชิญ กำลังรู้สึกอยู่นี่ มันเป็น <strong>“เรื่องปกติ”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/05/13/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันวาน และวัยเด็ก ของวรธน</title>
		<link>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Mar 2019 08:27:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[วันวาน]]></category>
		<category><![CDATA[วัยเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อดีต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1348</guid>

					<description><![CDATA[เป็นผมเองในวัย 21 ปี ที่กำลังนั่งร้องเพลงสารพัดสารเพที่นึกขึ้นได้ พร้อมๆกับระลึกความหลังปนๆกับนึกถึงปัจจุบันและอนาคต ที่ดูเหมือนว่าปัจจุบันของผมกำลังประสบความสำเร็จจากการหนีความวุ่นวาย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>“ ย่างเข้าเดื่อนห๊กก ฝนก็โต๊กก ฟึมฟัมมม ”</strong> เปิดเรื่องมาก็เพี้ยนทั้งเนื้อร้องและทำนองซะแบบนี้ ถ้าหากไปแข่ง The Voice คงได้อับอายขายขี้หน้า คนทั้งประเทศแน่นอน ด้วยเหตุที่รู้ว่ามันก็ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ผมเลยต้องมานั่งร้องเพลงให้ต้นไม้ใบหญ้าแถวบ้านได้ฟัง ระหว่างการตามหาฝัน และวันวาน ที่อยากจะเป็นนักร้องตั้งแต่สมัยเด็กไปพลางๆก่อน หวังว่าเสียงของผมจะไม่ได้มีผล ในการขัดขวางการเจริญเติบโตของพวกมันนะ ฮ่าๆๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผมเองในวัย 21 ปี ที่กำลังนั่งร้องเพลงสารพัดสารเพที่นึกขึ้นได้ พร้อมๆกับระลึกความหลัง ปนๆกับนึกถึงปัจจุบันและอนาคต ที่ดูเหมือนว่าปัจจุบันของผมกำลังประสบความสำเร็จจากการหนีความวุ่นวาย จากช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย กลับมาอยู่ในสถานที่ ที่เรียกว่า &#8221; บ้าน &#8221; ซึ่งไม่ใช่บ้านแบบธรรมดาที่หาได้ตามชานเมืองซะด้วยนะครับ มันอยู่ไกลออกไปจากชานเมืองเกือบร้อยกิโลโน่นแน่ะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใช่ครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอก บ้านนอกอย่างเต็มรูปแบบ บ้านนอกชนิดที่ว่า คุณไม่เชื่อแน่นอนว่ายังมีสถานที่ด้อยพัฒนาแบบนี้อยู่บนแผนที่ประเทศไทย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะรู้สึกอายมาก กับการที่จะบอกใครต่อใคร ว่าบ้านอยู่ที่ไหน หรือแม้แต่การเล่าว่า ช่วงชีวิตในวัยเด็กได้เติบโตมาอย่างไร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่พอได้เติบโตมา ชีวิตก็ค่อยๆสอนให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนหล่อหลอมให้เรากลายเป็นเรา ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรังเกียจวิถีชีวิต และถิ่นที่อยู่ของตัวเอง ในทางกลับกัน ผมกลับรู้สึกโชคดีในความเป็นคนบ้านนอกซะอีก รู้สึกโชคดีที่ยังมีกลิ่นไอความเป็นบ้านนอกของตัวเอง ให้ได้กลับไปซึมซับ มีเหตุผลให้อ้างในการกลับบ้าน ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักมาจากไหน หรือแม้แต่จะท้อแท้มาจากสถานที่ใด ก็ยังมีข้ออ้างให้ได้กลับบ้านนอกเพื่อพักแผลใจได้อยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตอนนี้ ผมนอนอยู่บนเสื่อผืนเดียวกับผืนที่เคยนอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สภาพก็เก่าไปตามกาลเวลา มีรูโหว่พอให้มดโผล่ขึ้นมากัดผมได้เป็นระยะๆ มองไปข้างๆ มีวิทยุ FM ยี่ห้อธานินทร์ 1 เครื่อง ที่บังเอิ๊ญบังเอิญ เปิดไปเจอเพลง <strong>“ รักครั้งแรก ของวงชาตรี ”</strong> ที่เคยฟังมาตั้งแต่สมัยประถม ทั้งๆที่เกิดไม่ทันยุคที่เพลงนี้ตอนยังดัง ซะด้วยซ้ำ ผมได้มาฟังเพลงนี้ครั้งแรกตอนดูหนังเรื่องแฟนฉัน จำได้ว่าดูตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นแผ่นวีซีดี หนังเรื่องเดียวยืมดูกันทั้งหมู่บ้าน บ้านไหนเปิดหนังก็ไปรวมหัวกันดูอยู่บ้านนั้น โดยปกติหนังที่เป็นแผ่นวีซีดี จะแบ่งเป็นสองแผ่น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีอยู่ช่วงนึงที่แผ่นสองหายไป ทำให้หงุดหงิดมากกับการเสียเนื้อหาของหนังไปครึ่งเรื่อง ตามหาคนทำผิดกันทั้งหมู่บ้านในละแวกนั้น ถึงขนาดเรียกกันมารวมตัว ที่ลานใต้ต้นมะม่วงซึ่งเป็นสถานที่ประลองลูกแก้ว เพื่อไต่สวนคนที่แฮ๊บแผ่นหนังไป แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่พบตัวผู้ร้าย เลยดูมันอยู่แค่แผ่นแรกแผ่นเดียว ที่เล่นค้างไว้ ตอนที่ไอ้เจี๊ยบไปโรงเรียนไม่ทันแล้วต้องให้พ่อขับมอเตอร์ไซค์ไปส่ง แค่นั้น แล้วตอนนั้นก็ดูกันจนแผ่นลายพล้อย เรียกได้ว่าหนังเรื่องนึงนี่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งกว่าหนังในโรงหนังสมัยนี้ซะอีก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นึกแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้นะ ยุคสมัยที่เรายังเป็นเด็ก ตอนที่เราไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะหาสิ่งที่ต้องการมาเติมเต็มให้ชีวิตไปได้ซะทั้งหมด เป็นช่วงเวลาที่มีอะไร เราก็ใช้กันแค่นั้น มีความสุขกับชีวิตแค่ตรงนั้น ไม่มีก็ไม่ได้สนใจอะไร สมัยนั้นความสุขสูงสุดคือการได้อยู่กับเพื่อน คือการตะลอนๆไปทั่วหมู่บ้าน ทำเรื่องที่พวกเราคิดว่าสนุก ไม่ว่าจะเป็นการแอบขโมยมะม่วงจากสวนของตาหนุ่ม แอบขโมยตกปลาที่สระของตาหมาน แอบเอาประทัดผูกติดธูปแล้วเอาไปเสียบไว้ข้างๆบ้านขิงยายลอหรือแม้แต่แอบจุดไฟเผาไร่อ้อยของใครต่อใครก็ไม่รู้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่น่าเสียดายตรงโดนจับได้ ดีนะที่เจ้าของไร่อ้อยเค้าไม่เอาเรื่อง เกือบได้เข้าคุกกันเป็นหมู่คณะตั้งแต่วัยเยาว์กันซะแล้ว จะว่าไปแล้วก็อดที่จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเปรตไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะแต่ละกิจกรรมที่ทำให้บันเทิงล้วนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเค้าทั้งนั้น แต่ก็เป็นเด็กนี่นะ คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยังคงปกป้องพวกเราจากคุกจากตารางได้อยู่เสมอนั่นแหละ ฮ่าๆๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมโตมาในยุคที่ก๋วยเตี๋ยวข้างโรงเรียนขายกันชามละ 5 บาท ถูกพอๆกับค่าครองชีพในสมัยนั้น จากการที่แม่ให้เงินไปโรงเรียนวันละ 5 บาท นั่นหมายความว่าถ้าวันไหนผมอยากกินก๋วยเตี๋ยว ผมก็ต้องอดใจไม่ซื้อขนมทั้งวัน เพื่อเอาเงินไปกินก๋วยเตี๋ยวในตอนเย็นก่อนที่จะปั่นจักรยานกลับบ้าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ระลึกตรัสรู้ขึ้นมาได้ว่า การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มันทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับการอดทนแค่ไหน “ก๋วยเตี่ยวเย็นตาโฟเส้นใหญ่ไม่ใส่น้ำสีแดงๆแล้วก็ใส่หมูเยอะๆ” ถึงแม้ชื่อเมนูจะทำให้ยายสำราญ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวปวดหัวอยู่ตลอด แต่นี่ก็เป็นเมนูที่ผมสั่งกินเป็นประจำในสมัยนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สมัยนั้นผมไม่ใช่เด็กหัวโปกที่เอาแต่ขโมยมะม่วงมาขว้างเล่นนะครับ อย่างถ้าวันไหนรู้ตัวว่าอยากมีตังใช้ ผมจะให้แม่ทำพริกเกลือให้เยอะๆ แบ่งใส่เป็นถุงเล็กๆ แล้วระหว่างทางที่ต้องปั่นจักรยานไปโรงเรียน จะมีสวนมะม่วงของตาหนุ่มเจ้าเดิม ผมก็จะแอบไปเด็ดมะม่วงของแกไปขายที่โรงเรียน พอเป็นเงินทุนทางการศึกษา โดยได้รับความช่วยเหลือจากไอ้แจ๊ค และไอ้แก๊ส ลูกพี่ลูกน้องของผมเอง มันสองคนจะคอยดูต้นทางให้ ความพิเศษในการทำงานนี้คือผมต้องคอยลุ้น ว่าวันไหนหมาของตาหนุ่มจะไม่เห่า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และจากการขโมยมะม่วงตาหนุ่มไปขายที่โรงเรียน ทำให้อิ่มหนำสำราญกันทั้งวัน เคยขายได้วันละตั้ง 50 บาท กินได้ทั้งก๋วยเตี๋ยวทั้งหวานเย็น กินแล้วยังเหลือตังค์ไปซื้อรูปลอกลายยันต์เสือเผ่น มาติดเล่นกันให้เต็มตัวอีก ไม่ใช่แค่มะม่วงนะครับ สิ่งที่ถ้าเรามองย้อนกลับไปแล้วคิดว่าไม่น่าจะขายได้ แต่มันดันขายได้ก็มี ยกตัวอย่างเช่น ดอกจำปี, ข้าวหลาม, ลูกหนามคม,ลูกหว้า(เก็บจากข้างทางอีกนั่นแหละ) เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นเจ้าสัวหัวธุรกิจกันตั้งแต่อนุบาลสอง กันเลยทีเดียว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 ระยะทางจากบ้านไปถึงโรงเรียนก็มีความยาวเกือบๆ 10 กิโล ที่แย่ก็คือทางทั้งเส้น เป็นทางลูกรัง ช่วงที่รถสิบล้อวิ่งเยอะๆนี่ สีเสื้อนักเรียนแทบจะเปลี่ยนสีเป็นเสื้อลูกเสือ ฝุ่นเกรอะกรังเกาะเต็มตัว แล้วแย่กว่าทางลูกรังคืออะไรรู้มั้ย คือบ้านยายสำราญที่ขายก๋วยเตี๋ยวนี่แหละ ปกติแกจะไปเปิดร้านข้างโรงเรียน แล้วบ้านของแกก็จะไม่มีคนเฝ้า แกเลยเลี้ยงหมาล็อตไวเลอร์ไว้แก้เหงาถึง 4 ตัว แต่หมาของแกดูจะไม่เป็นมิตรกับคนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาตรงหน้าบ้านแกซักเท่าไหร่ เป็นเรื่องตื่นเต้นของผมในทุกๆวันเช่นกันที่ต้องลุ้นว่าจะปั่นจักรยานเงียบพอที่จะไม่ให้หมายายสำราญตื่นได้มั้ย มีอยู่วันนึงหลังจากที่ขโมยมะม่วงเสร็จ (ยังวนเวียนอยู่กับการขโมยมะม่วง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไอ้แก๊สกับไอ้แจ๊คมันปั่นจักรยานหนีผม แล้วตอนนั้นผมอนุบาลสอง จักรยานคันเล็กที่สุดในแก๊งค์เลย ถือมะม่วงห้อยมาอีกสองถุงใหญ่ แล้วโซ่เจ้ากรรมก็ดันมาหลุดจังหวะที่ผ่านหน้าบ้านยายสำราญพอดีอีก ได้ยินเสียงเห่ามาแต่ไกล ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนร้องไห้รอรับชะตากรรมจากหมาล็อตไวเลอร์ 4 ตัวนั่น แต่ละตัวนี่สูงพอๆกับผมในตอนนั้นเลย แต่ก็ดูเหมือนจะโชคดีตรงที่มีผู้ใหญ่คนนึงขับรถผ่านมาเห็นพอดี เค้าเลยไล่หมาให้ ผู้ใหญ่คนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็ตาหนุ่มเจ้าของสวนมะม่วงนั่นแหละ แกคงพึ่งไปส่งลูกแกที่โรงเรียนมาแล้วกำลังกลับบ้านพอดี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมในตอนนั้นยืนร้องไห้กำถุงมะม่วงอยู่ก็ได้แต่รู้สึกขอบคุณและตื้นตันใจ (ตาหนุ่มไม่รู้ว่าผมไปขโมยมะม่วงแกมา 555) ผมใส่โซ่จักรยานเสร็จแล้วรีบปั่นจักรยานไปโรงเรียน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ขโมยมะม่วงตาหนุ่มอีกเลย แล้วก็ไม่เล่นกับไอ้แจ็คและไอ้แก๊สไปเป็นอาทิตย์เลยเหมือนกัน ผมโกรธมันมาก มันมาง้อด้วยการชวนไปเล่นเกมส์เศรษฐี (ไม่ใช่เล่นกันในโทรศัพท์สมัยนี้นะ) เป็นเป็นเกมกระดาษที่ใช่ลูกเต๋ากับตัวหมากในการเดินเกมส์ เล่นได้ทีละหลายคน สมัยนั้นนี่ฮิตมากกก ใครมีเกมส์นี้นี่คือโคตรเท่ เลยทำให้ความตึงเครียดระหว่างชาวแก๊งค์ลดลงไปได้ แล้วกลับมาเล่นกันเหมือนเดิม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ได้มีแต่มุมแก่นๆซนๆนะ มุมน่ารักก็มีเหมือนกัน สมัยนั้นก็มีอารมณ์ป๊อบปี้เลิฟเหมือนกันนะ แต่ขอไม่เอ่ยชื่อถึงเด็กหญิงคนนั้นดีกว่า ผมเชื่อว่ามันต้องมาอ่านแน่ๆ 555 มันป๊อปปี้เลิฟมากพอให้เด็กผู้ชายที่เอาแต่ขโมยมะม่วง มาฝึกวาดรูปผู้หญิงและชุดผู้หญิง เพื่อเอาไปตัดเป็นตัวๆตุ๊กตาที่เปลี่ยนชุดได้ เหมือนชุดตุ๊กตาที่แถมมากับขนมจาจา แถมความป๊อบปี้เลิฟยังทำให้เราต้องเล่นพ่อแม่ลูก อยู่บ่อยๆ เพื่อนๆในวัยอนุบาลมักจะคิดว่าผมเป็นตุ๊ดเพราะดูจากแต่ละอย่างที่ผมเล่น แล้วก็ชอบมาขลุกอยู่กับพวกเด็กผู้หญิง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในตอนนั้น ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการจีบคืออะไร รู้แค่ว่าการเอามะม่วงมาฝากคนคนนึงแล้วเค้ากินให้เราเห็นต่อหน้านี่มันมีความสุขโคตรๆเลย หรือถ้าวันไหน แม่เผาข้าวหลามก็หอบข้าวหลามปั่นจักรยานฝ่าฝูงหมามาให้ นึกแล้วก็ตลกทำไมสมัยนั้นถึงเป็นพ่อบุญทุ่มได้ขนาดนั้น เคยถึงขนาดมีฉากทีเผลอเอามือมากุมกันแล้วสะดุ้งทั้งคู่อย่างกับในละครหลังข่าว จะว่าไป เรานี่ก็เป็นเด็กแก่แดดพอสมควร คนนึงเลยเหมือนกันนะเนี่ย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันคืนอันหอมหวาน ก็ค่อยๆผ่านไปตามเวลาของมัน น่าแปลกอยู่อย่างนึงที่ตอนนั้นเราไม่รู้สึกว่ามันช้าหรือว่าเร็วจนเกินไปเลย อาจเป็นเหมือนคำที่แชร์กันในเฟสบุ๊คว่า “อยากย้อนกลับไปตอนที่เป็นเด็ก เพราะว่าเจ็บที่สุดก็แค่ตอนที่หกล้ม” ช่วงเวลาที่ไม่มีความทุกข์เข้ามาเจือปน ไม่ต้องคิดถึงอดีต ไม่ต้องกังวลกับอนาคต คงจะเป็นรูปแบบชีวิตที่คนสมัยนี้กำลังใฝ่หากันละมั้ง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมได้รู้จักความทุกข์ใจครั้งแรก ก็คือวันที่ไอ้แก๊สจมน้ำตาย ต่อด้วยไอ้แจ๊คเรียนจบ ป.6 เหลือผมคนเดียวที่ต้องปั่นจักรยานไปโรงเรียน ผมรับรู้ได้ถึงความโดดเดี่ยวระดับย่อมๆ แล้วก็เริ่มกลัวความตาย อีกทั้งยังเริ่มคิดว่าเรียนจบ ป.6 ไปแล้วจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป ถ้ามีใครซักคนมาถามว่าชีวิตของผมเริ่มไม่สนุกช่วงไหน ก็คงจะเป็นตั้งแต่ ป.4 นั่นแหละ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่เริ่มมีความคิดแบบนั้นตั้งแต่วัยที่ยังไม่ควรจะมีความคิดแบบนั้นเลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน เพลงรักครั้งแรกของวงชาตรีก็จบไปแล้ว คลื่นวิทยุก็เปลี่ยนช่วงมาเป็นเพลงสมัยนี้ ซึ่งกำลังเปิดเพลงมหาลัยวัวชน มดก็รอด รูเสื่อขึ้นมากัดซะจนได้อีก โถ่.. สะบั้นอารมณ์มาก นี่เผลอนั่งพิมพ์แปปเดียว เปลี่ยนมาได้ขนาดนี้แล้วก็รู้สึกว่าเขียนมาเยอะแล้ว ยังหาสาระอะไรให้ผู้อ่านไม่ได้เลย ที่เขียนมานีก็เป็นการระบายความคิด โชว์ความแก่ให้เด็กๆมันดูทั้งนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในตอนนี้ดูเหมือนว่าปัจจุบันกำลังเรียกร้องให้ต้องกลับไปรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะแม่โทรมาตามให้กลับบ้านซะแล้ว แต่จะว่าไป นานๆทีได้กลับมาในสถานที่ ที่เคยวิ่งเล่นในวัยเด็ก แล้วได้มานั่งนึกถึงความเป็นมาของเรา มันก็ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าจากปัจจุบันได้เหมือนกันนะ จากที่เพลงรักครั้งแรกของวงชาตรีดังขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จนถึงตอนนี้ ผมได้หลุดไปในห้วงของ วันวาน ผมยิ้มตลอดเวลาที่กำลังพิมพ์ มีอีกหลายเรื่องที่จำได้แต่เรียบเรียงออกมาไม่ได้ เกรงว่าจะยืดเยื้อเกินไป เพราะรู้สึกว่าเรื่องราวของเราไม่ได้จำเป็นต่อการก้าวไปข้างหน้าของมวลมนุษยชาติขนาดนั้น เลยเขียนลงไปแค่พอที่จะเขียนได้ และผมก็เชื่อนะว่าทุกคนก็ต้องมีเรื่องราวอะไรทำนองนี้กันทั้งนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้าไม่เชื่อคุณลองนึกย้อนกลับไปสิ นึกดูว่าสมัยที่คุณรุ่นราวคราวเดียวกับที่ผมเล่าน่ะ คุณกำลังทำอะไรอยู่ ก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านคุณชามละ 5 บาท เหมือนผมรึเปล่า ไม่แน่ว่าความทรงจำในวัยนั้นอาจจะทำให้คุณ หายเหนื่อยล้าจากอะไรต่อมิอะไรต่างๆนาๆที่คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยกับมันอยู่ในตอนนี้ก็ได้ ตอนนี้ผมคงต้องกลับแล้ว เดี๋ยวก่อนเข้าบ้าน จะแวะไปดูสวนมะม่วงของตาหนุ่มซักหน่อย 55555555 (หัวเราะชั่วร้าย)</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รถไฟ และ การเดินทาง ของวรธน</title>
		<link>https://worathon.space/2019/02/08/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/02/08/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Feb 2019 03:08:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1281</guid>

					<description><![CDATA[ความคิด และจินตนาการของผม เริ่มทำงานทันที ที่เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้น ผมได้แต่คิดแล้วก็ตื่นเต้นกับการเดินทางที่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้แม้แต่นิดเดียว รู้เพียงแค่ว่าต้องขึ้นรถไฟฟรี ไปลงที่ กทม.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 24px;">  <strong>&#8221; ปู๊น ปู๊นนน ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉัก &#8221; ได้ยินเสียงนี้ในแว๊บแรก ทำให้นึกถึงแบบเรียนภาษาไทยตอนสมัย ป.1 เรื่อง ตา &#8211; มา &#8211; รถไฟ </strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความคิด และ จินตนาการของผม เริ่มทำงานทันที ที่เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้น ผมได้แต่คิด แล้วก็ตื่นเต้นกับการเดินทาง ที่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้แม้แต่นิดเดียว รู้เพียงแค่ว่าต้องขึ้นรถไฟฟรี ไปลงที่ กทม. เสียงล้อของรถไฟที่กระทบกับราง บวกกับ สายลมที่พัดมากระแทกหน้าเป็นระลอก ปลุกให้ผมตื่นตัว ได้ตลอดทุกวินาที ราวกับว่าการที่ผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาก่อนหน้านี้ ไม่มีผลทำให้ผมงัวเงียเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รถไฟวิ่งไปข้างหน้า ผ่านสถานที่ต่างๆ สถานีแล้ว สถานีเล่า บ้างก็จอด บ้างก็ไม่จอด แต่ทุกๆครั้งที่รถไฟจอด จะมี 2 สิ่ง ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย นั่นคือ จะมีใครขึ้นมา หรือ จะมีใครลงไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร รถไฟก็ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าบนทางเส้นตรง และ ความเร็วที่คงที่ ไม่มีคดโกงเหมือนรัฐบาลบางชุด ( เลี่ยงเรื่องการเมืองดีกว่าเนาะ )</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทัศนียภาพสองข้างทางรถไฟนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นป่า เป็นทุ่งนา หรือไม่ ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นเขตเกษตรกรรม เพราะ ไม่ค่อยจะมีตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ ผู้คน ให้ได้มอง ได้ตื่นตาตื่นใจ ซักเท่าไรนัก &#8230; ก็แหง๋หละ เสียงรถไฟครึ่มครั่ม ครึ่มครั่ม แบบนี้ ถ้าเอาไปสร้างตัดผ่านหมู่บ้าน การรถไฟไทยคงได้โดนด่ายับ เป็นแน่แท้ หรือ ถ้าจะสร้างเป็นรางเดียวรางคู่ ความเร็วสูง เสียงเงียบกริบตามที่เป็นข่าวการเมืองนั่นก็ว่าไปอย่าง ( แตะการเมืองอีกละ พอๆๆ )</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ในทัศนียภาพสองข้างทางที่เวิ้งว้างนั้น ก็ได้ถูกทดแทนด้วยมิตรภาพจากเพื่อนร่วมทางผู้แปลกหน้า (หรือบางคนก็หน้าแปลก) แปลกในที่นี้ก็คือ ถ้าไม่แปลกด้วยบุคลิก ก็แปลกด้วยพฤติกรรม ซึ่งในความแปลกและความแตกต่างนี้ ก็สร้างสีสันให้ผมได้คิด ได้ขบขัน ระหว่างการเดินทางได้ไม่น้อย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รถไฟ ถือเป็นยานพาหนะประหลาด ที่มีเบาะผู้โดยสารหันเข้าหากัน การเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประหนึ่ง นักมวยบนเวที ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีเรื่องโกรธแค้นกันมาก่อน แต่เมื่อระฆังดังขึ้น เกมส์เริ่ม ก็ต้องชก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป๊งงงง !! เสียงระฆังดังขึ้นยกแรกของการชกทางจิตวิทยาของผมก็เริ่มขึ้น เมื่อมีเพื่อนร่วมทางคนแรกนั่งลงที่เบาะตรงข้ามของผม การสนทนาและมิตรภาพ อาจเกิดขึ้น หรือ ไม่เกิดขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ ความสบายใจ และ ความกล้าในการกล้าทักทายของทั้งสองฝ่าย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แน่นอนว่า การที่ต้องนั่งสบตากับคนที่ดูไม่ญาติดีกับเราเอาซะเลย ทำให้เราอึดอัด ไอ้เราจะคุยด้วยก็กลัวจะโดนชักปืนออกมายิง ถ้าใส่หมวกโม่งนี่พี่คือโจรในเครื่องแบบชัดๆเลยนะเนี่ย นี่ทำรู้สึกให้อึดอัดยิ่งกว่าการอึไม่ออกซะอีกครับ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมได้แต่ภาวนาให้นี่เป็นความซวยระยะสั้น ที่ผ่านมาแล้วรีบผ่านไป หรือไม่ก็ ให้ถึงจุดหมายของเพื่อนร่วมทางคนนี้เร็วๆซักที มีเพื่อนร่วมทางแบบนี้ นั่งเงียบๆฟังเสียงล้อรถไฟอยู่คนเดียวซะดีกว่า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่เพื่อนร่วมทางบางคนก็ทำให้บางช่วงบางตอนของการเดินทาง ไม่ว่างเปล่า มีคำถามและเรื่องเล่า แลกเปลี่ยนกับเราอยู่เสมอ แม้จะต่างเพศ ต่างวัย ต่างที่มา การพูดคุยกัน ก็ลดช่องว่างของความแปลกหน้าได้เป็นอย่างดี บางทีก็ไม่เข้าใจ ว่ากับใครบางคนทำไมถึงเข้ากันได้ง๊ายง่าย โดยไม่ต้องพยายาม ในขณะที่กับบางคน อยากเข้ากับเค้าแค่ไหนก็ทำไม่ได้ซักที</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีคำเชยๆคำนึงที่บอกว่า <em>&#8220;อย่าตัดสินคนที่ภายนอก &#8220;</em> ผมทำเป็นแกล้งเข้าใจมันมาตลอด แล้วพึ่งมาเข้าใจแบบลึกซึ้ง ด้วยสถานการณ์ง่ายๆ ไม่ต้องจ่ายตังซักบาท เหมือนอีกคำเชยๆคำนึงที่บอกว่า<em>&#8220;บทเรียนที่ดีมักมีราคาแพง&#8221;</em> เอาวันนี้นี่เอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ชีวิตในบางบริบท ก็คงไม่ต่างอะไรกับรถไฟหรอกมั้ง ผมติ๊ต่างเอาแบบนั้นนะ อุปมาเอาเองว่าชีวิตกับรถไฟ มีความคล้ายกันตรงที่ มันเอาแต่เคลื่อนไปข้างหน้า และ ไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการเอาซะเลย การวิ่งไปข้างหน้านั้น ในบางสถานีเราอยากให้จอดมันก็ไม่จอด บางสถานีไม่มีคนขึ้นซักคนไม่น่าจอดมันก็จอด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ก็คงเหมือนช่วงชีวิตที่มีทั้งช่วงที่ไหลรื่น และ ช่วงที่หยุดชะงัก อยากพักก็ต้องไป อยากไปก็ต้องพัก ไหนจะเรื่องเพื่อนร่วมทางที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา บ้างก็ทำให้ยิ้มให้สดใส บ้างก็ไม่รู้ว่าเข้ามาทำไม แค่อยู่ใกล้ๆไม่ต้องพูดอะไรก็ทำให้เราหงุดหงิด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะไม่ว่าแต่ละคนจะเป็นยังไง สุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีจุดหมายปลายทางในใจ จะเร็วจะช้า สุดท้ายแล้วเดี๋ยวเขาก็ต้องไป สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกันบนรถไฟ ก็ถือว่าเป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นชั่วครู่เท่านั้นเอง เราอาจจะกลายเป็นความทรงจำที่ชวนหงุดหงิดของใครอีกคน หรืออาจจะไม่มีตัวตนในความทรงจำของอีกคนที่เราคุยกับเค้ามาตลอดทางเลยก็ได้</p>
<blockquote>
<h5><span style="color: #bf7d13; font-size: 24px;"> ไม่มีกฏตายตัว เหมือน Instagram<br />
ว่าถ้าฟอลมา แล้วจะฟอลกลับ ยิ้มมาแล้วยิ้มกลับ<br />
ความสัมพันธ์ของมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้น</span></h5>
</blockquote>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะไปหาความแน่นอนอะไรกับชีวิต ขนาดว่าเรารู้สึกหิวอยากกินไส้กรอกบนรถไฟแต่ถ้ามีคนถือไก่ย่างมาขาย เราก็ต้องซื้อมากินเอาตัวรอดไว้ก่อน ใครจะไปรู้ล่ะว่าไส้กรอกจะมีขายอยู่จริงมั้ย อะไรที่ทำให้เอาตัวรอดได้ก็ต้องทำ นั่นแหละเนาะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บนเส้นทางของชีวิตที่เอาแต่เคลื่อนไปข้างหน้า บนระยะเวลาที่หาความแน่นอนไม่ได้ แถมยังไม่รู้ซะด้วยซ้ำ ว่าจุดหมายปลายทาง หรือ สถานีสุดท้ายของเราคือที่ไหน จะไปถึงเมื่อไหร่ หรือแย่สุดคือ จะไปถึงรึเปล่าก็ไม่รู้เลย นี่แค่คิดเฉยๆ ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ปัดถ่อววว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สิ่งที่เราพอจะทำได้ระหว่างนี้ก็คงจะเป็นการค่อยๆคิด ค่อยๆทำความเข้าใจกับทั้งตัวเอง และสภาพแวดล้อมรอบข้าง มองทุกอย่างให้คล้ายกับการเดินทางด้วยรถไฟ ในเมื่อจุดหมายยังไม่ชัดเจน ก็ขอเพลิดเพลินไปกับวิวข้างทางไปก่อนละกัน วันเวลา และ เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามา คงจะบอกเราเองว่า ความเป็นมา และความเป็นอยู่ของเรานั้น จะส่งผลกับความเป็นไป ของชีวิตเราอย่างไร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตอนนี้ผมเดินทางมาสุดสถานีแล้ว มาไกลที่สุดเท่าที่ รถไฟไทยตั้งแต่สมัย ร.๕ เก่าหงำหงึก แต่รัฐบาลก็ยังไม่เปลี่ยนซักที ( แน่ะ ยังจะวนกลับมาอีก ) มีแรงพอจะพาผมมาถึงจุดหมายได้ แต่การเดินทางก็ใช่ว่าจะจบลง ยังมีอีกหลายสถานที่ และการเดินทางอีกหลายรูปแบบที่รอผมอยู่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปว่าผมจะได้เรียนรู้ชีวิตจากยานพาหนะประเภทไหนอีก ไม่แน่ว่าผมอาจจะถึงที่หมายถัดไปด้วยการซ้อนท้ายรถซาเล้ง ก็.. เป็นน &#8230; ได้ &#8230;.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/02/08/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
