<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เรื่องเรียบเรียง &#8211; วรธน.สเปซ</title>
	<atom:link href="https://worathon.space/category/non-fiction/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://worathon.space</link>
	<description>ก็เขียนๆไว้ เผื่อจะมีใครมาอ่าน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 08 Jun 2023 19:13:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.1</generator>

<image>
	<url>https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/02/Worathon-space-favicon-official.png</url>
	<title>เรื่องเรียบเรียง &#8211; วรธน.สเปซ</title>
	<link>https://worathon.space</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>คำถามใหญ่ ๆ</title>
		<link>https://worathon.space/2023/05/30/big-question-philosophy/</link>
					<comments>https://worathon.space/2023/05/30/big-question-philosophy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 May 2023 01:09:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1861</guid>

					<description><![CDATA[‘ชีวิต’มักเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่รอให้เราค้นพบและตอบ ทุกย่างก้าวมักมีเรื่องชวนสงสัย ตั้งแต่คำถามใหญ่ๆอย่างเช่น “เราเกิดมาทำไม ?” ยิบย่อยไปจนถึง “วันนี้จะกินอะไรดี?”]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong>‘ชีวิต’</strong>มักเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่รอให้เราค้นพบและตอบ ทุกย่างก้าวมักมีเรื่องชวนสงสัย ตั้งแต่คำถามใหญ่ๆอย่างเช่น “เราเกิดมาทำไม ?” ยิบย่อยไปจนถึง “วันนี้จะกินอะไรดี?”</h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เราเกิดมาทำไม?, พึงพอใจกับการมีชีวิตตอนนี้มั้ย?, นึกภาพชีวิตตอนแก่ไว้ยังไงบ้าง ? , ตายแล้วยังไงต่อ ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันนี้แต่งตัวด้วยชุดสีไหนดี?, เย็นนี้จะกินอะไร?, ควรจะเลือกดูหนังเรื่องไหน Netflix ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เหล่านี้เป็นคำถามเกร่อ ๆ ที่น่าจะเจอได้ง่าย ๆ ซึ่งก็มีระดับความท้าทายแตกต่างกันไป มีตั้งแต่ระดับที่ตอบได้ทันทีที่ได้ฟัง ไปจนถึงระดับที่ต่อให้ตายไปแล้วก็คงยังไม่รู้คำตอบ นอกจากนั้นก็ยังมีทั้งคำถามที่จำเป็น ที่ทำเมื่อคุณตอบได้แล้วจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น รวมไปถึงคำถามที่ฟุ่มเฟือย ที่อาจไม่นำไปสู่อะไรซักอย่าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมไม่รู้ว่าเราจะรับมือกับทุกคำถามบนโลกได้ยังไง แต่ผมพอรู้ว่าการจะรับมือกับบางคำถามนั้น เราจำเป็นต้องตอบคำถามใหญ่ ๆ ซักชุดนึงให้ได้เสียก่อน และหนึ่งในวิธีการที่ผมคิดว่าสามารถใช้เป็นหลักการในการดีลกับคำถามต่าง ๆ นี้ มีชื่อเรียกว่า <strong>&#8220;ปรัชญา&#8221;</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้เชี่ยวชาญด้านปรัชญา แอบเขินๆ ด้วยซ้ำที่ต้องมาเขียนเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เข้าใจมันมากนัก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ด้วยตัวของปรัชญาเองก็ระบุตัวเองไว้อย่างงี้ เพราะมันคือศาตร์ที่มีไว้ทะลวงความไม่รู้ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวางเกินกว่าที่จะสรุปเนื้อหาได้แบบตรงๆ หรือตายตัว ดังนั้น ในฐานะของคนมั่นนิ้ว(ใช้นิ้วพิมพ์ เลยเลี่ยงคำว่ามั่นหน้า) ผมจะขอเล่าให้ฟังอย่างย่นย่อทำนองนี้ครับ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;“ปรัชญา” ไม่ใช่ศาสตร์แห่งคำคม หรือการสร้างประโยคเท่ ๆ หากแต่เป็นศาสตร์แห่งการตั้งคำถาม และการทำความเข้าใจต่อความคิดเบื้องหลังของคำตอบที่ได้รับ โดยปรัชญานั้นจะมุ่งสงสัยและตั้งคำถามใหญ่ ๆ ต่อโลกใบนี้อยู่ 5 ประเด็น นั่นคือ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>1.ปรัชญาสงสัยว่าความจริงคืออะไร(Metaphysics)</strong> ความจริงคือวัตถุ คือสสารที่เห็นและจับต้องได้ เป็นเพียงการรับรู้ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านจิตสำนึกของเรา หรือว่าเป็นไปได้ทั้งสองทางกันนะ ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>2.ปรัชญาหมั่นตรวจสอบสงสัยถึงที่มาของความรู้ (Epistemology)</strong> ว่าเรารับรู้ความจริงได้อย่างไร ความรู้นี้มีที่มาจากแหล่งไหน หรือเราจะพิสูจน์สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความรู้ได้อย่างไร ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>3.ปรัชญาพยายามระบุระบบของตรรกะ (Logic)</strong> ว่าภายใต้คำตอบต่างๆ นั้น ได้ถูกให้เหตุผลโดยใช้สมมติฐาน ข้อมูล มีขอบเขตที่เจาะจง มีแนวโน้มว่าจะมีข้อสรุปที่ตายตัว หรือให้เหตุผลโดยใช้ประสบการณ์ ชุดความรู้หนึ่ง ๆ มีขอบเขตกว้าง ๆ มีข้อสรุปที่ไม่ตายตัว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>4.ปรัชญาอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม (Ethics)</strong> ความดี ความถูกต้อง ความชั่ว ความผิด คืออะไรกันนะ แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรทำ หรือไม่ควรทำ หรือแม้แต่คำถามว่าอะไรคือคุณค่าสูงสุดของชีวิต ชีวิตในอุดมคติต้องดำเนินไปแบบใดกันล่ะ ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>5.ปรัชญาพยายามนิยามสุนทรียะ (Aesthetics)</strong> สรุปแล้วความงามคืออะไร เราจะตัดสินได้อย่างไรว่าสิ่งใดงดงาม หรือสิ่งใดไม่งาม เราจะรู้ได้ยังไงว่ารสนิยมแบบไหนที่ดีงามและเหมาะสม<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมเชื่อว่าถ้าเราพอที่จะตอบคำถามใหญ่ ๆ เหล่านี้ได้บ้าง เราก็จะรู้ขอบเขตของตัวเรา ว่าเราได้นิยามแต่ละสิ่งไว้อย่างไร เราจะมีความจริงในแบบที่เราเชื่อ เราจะสงสัยในความรู้ใด ๆ ได้ด้วยความคิดเชิงวิพากย์ เราจะมีระบบตรรกะในการสรุปเรื่องราวหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะกลายเป็นความเชื่อหรือความเข้าใจ เราจะรู้ระบบของคุณค่าว่าแบบไหนควรแบบไหนไม่ควร เราจะเห็นความงามในแบบที่สายตาของเราเลือกมอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อย่างน้อยที่สุด ทั้งหมดนั้นก็จะเป็นคำตอบในแบบของเราเอง ที่ถูกคิดมาอย่างเป็นระบบแล้ว เพียงแต่การตอบคำถามของคุณหลังจากนี้อาจจะซับซ้อนขึ้นนิดหน่อย เพราะต้องเลือกว่าจะตอบในมุมมองไหน<br />
<br />
<center> </font></p>
<h3>. . .</h3>
<p></font></center><br />
<u>เช่นคำถามว่า</u> <em><strong><font color="#cd8c51">มื้อนี้จะกินอะไรดี ?</font></strong></em></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้าเรามองผ่านเกณฑ์ความรู้ เราก็จะได้คำตอบว่า &#8230; <font color="#cd8c51"><em>&#8220;เราต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ ให้พลังงานและสารอาหาร และดีต่อสุขภาพ&#8221;</em></font></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มองผ่านแง่สุนทรียะ เราก็อาจจะได้คำตอบว่า &#8230; <font color="#cd8c51"><em>&#8220;ก็ต้องเป็นอะไรที่รสชาติล้ำเลิศและทำให้เราแฮปปี้ที่สุดสิ&#8221;</em></font></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ถ้ามองผ่านมุมความจริง เราอาจจะได้คำถามเพิ่มอีกว่า &#8230; <font color="#cd8c51"><em>&#8220;หรือจริง ๆ แล้วมื้อนี้ไม่ต้องกินก็ได้ ใครล่ะที่กำหนดว่าเราจะต้องกินทุกมื้อ&#8221;</em></font></p>
<p>
<center> </font></p>
<h3>. . . .</h3>
<p></font></center><br />
<u>หรือคำถามว่า</u><em><strong><font color="#cd8c51"> เราเกิดมาทำไม ?</font></strong></em></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้าเรามองผ่านเกณฑ์จริยธรรมที่อ้างอิงกับศาสนา <font color="#cd8c51">การเกิดของเราคงเป็นเพราะบาปเพราะเวรกรรม การมีอยู่ของเราจึงมีเพื่อชำระบาปเหล่านั้น</font></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ถ้ามองผ่านระบบตรรกะ อาจได้คำตอบว่า <font color="#cd8c51">มันไม่มีเหตุผลอะไรชัดเจนหรอก การเกิดของเราอาจเป็นเพราะธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่ต้องสืบเผ่าพันธุ์ก็เท่านั้นเอง</font><br />
<br />
<center> </font></p>
<h3>. . . . .</h3>
<p></font></center><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้านึกย้อนไปในระหว่างการเติบโตนั้น พวกเราต่างสะสมกรอบความคิดเกี่ยวกับ ความจริง, ความรู้, ตรรกะ , จริยธรรม และ สุนทรียะ กันมาไม่น้อย เพียงแค่อาจจะไม่ได้จัดหมวดหมู่เอาไว้ให้ชัดเจนตามหลักเกณฑ์แบบปรัชญา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่เชื่อสิว่าทุกคนต่างก็ก็มีคำตอบให้กับหลาย ๆ เรื่องในชีวิตกันทั้งนั้นแหละ จะแตกต่างกันไปก็ตรงที่ใครได้เจอกับคำถามแบบไหน และมีมุมมองต่อคำตอบเหล่านั้นยังไงบ้างเท่านั้นเอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากจะลองทบทวนตัวเอง (Rethink) กันอีกสักครั้ง ผมเชื่อว่าคำถามใหญ่ ๆ เหล่านี้ จะมีประโยชน์กับกระบวนการคิดของเราเป็นอย่างมาก การที่เราลองตอบ หรือให้ความหมายกับประเด็นเหล่านี้ในเบื้องต้นได้ ก็จะทำให้เรามีแก่นแกนของความคิดที่ใช้อธิบายหลายสิ่งในชีวิต และพูดหลายเรื่องอยู่บนหลักการเดียวกันในขอบเขตที่เรายึดถือ ซึ่งก็จะช่วยป้องกันไม่กลายเป็นคนบ้ง หรือถูกด่าว่าเป็นคนตรรกะวิบัติได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุดท้ายแล้ว &#8220;ปรัชญา&#8221; ก็ไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกเรื่อง ไม่ได้มีคำตอบที่เที่ยงแท้ให้กับทุกคำถาม จะมีก็แต่การพยายามเข้าใจต่อมุมมองของคำถาม และการคาดการณ์ว่าจะตอบด้วยหลักเกณฑ์แบบใดเท่านั้นเอง ขอย้ำอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรู้ในระดับภูมิปัญญา อย่าเชื่อผมไปซะหมดล่ะ ให้คิดซะว่านี่เป็นเรื่องเล่านึงของผมที่มีไอเดียเกี่ยวกับปรัชญาแบบเบสิ๊คเบสิคก็พอ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อ่อ และถ้าสิ่งที่ผมเขียนเริ่มไปขัดแย้งกับความคิดของคุณ ก็แสดงว่าเรามาถูกทาง เพราะปรัชญาคือการสงสัย ไถ่ถาม และถกเถียง ดูท่าว่าเราน่าจะกำลังเข้าสู่ขอบเขตของปรัชญากันหน่อย ๆ แล้วหละครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>-อ้างอิง-</h5>
<p>  <a href="https://www.facebook.com/philrecmu/videos/724767915383655"><strong>คลิปแนะนำวิชาวิชาปรัชญา โดย ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></a></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2023/05/30/big-question-philosophy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จะถามทำไม ว่าทำไมถึงอ้วน</title>
		<link>https://worathon.space/2019/10/27/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/10/27/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Oct 2019 10:27:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[แวะถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1654</guid>

					<description><![CDATA[ทำไมถึงอ้วน ? ในวันที่อารมณ์ดี อาจตอบว่า กำลังตั้งท้องเดือนที่ 6 อยู่ ในวันที่อารมณ์ดีน้อย ก็อาจตอบว่า อ้วนเพราะกินเยอะละมั้ง แต่ใครกันเล่า ที่จะอารมณ์ดีตลอด ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในวันที่อารมณ์ดีมาก อาจตอบว่า  “ กำลังตั้งท้องเดือนที่ 6 อยู่ ”</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในวันที่อารมณ์ดีน้อย ก็อาจตอบว่า  “ อ้วนเพราะกินเยอะละมั้ง ”</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>แต่ใครกันเล่า ที่จะอารมณ์ดีตลอด ?</strong></p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นี่เป็นคำถามที่ดีมาก หากคุณนำไปถามแพทย์ นักโภชนาการ หรือใครก็ตามที่มีความรู้เกี่ยวกับการ เพิ่ม/ลด ของไขมันในร่างกาย และอธิบายให้คุณฟังได้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือมีผลดี/ผลเสียแค่ไหน แต่ไม่ใช่สำหรับคนทั่วไปที่คุณเจอหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ &#8220;คนที่กำลังอ้วนอยู่&#8221;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คำถามเดียวกันนี้ ถือว่าเป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ เพราะนอกจากจะเป็นคำถามที่ตอบยากแล้ว ยังเป็นการไร้มารยาทอย่างมาก ยิ่งในอาการที่ถามไปยิ้มไป เพราะชะล่าใจในความสนิทสนมด้วยนั้น ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศของการสนทนาดิ่งลงเหวลงเรื่อยๆ</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คนเชื้อชาติอื่นทักทายกันแบบนี้มั้ย ไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่กับคนไทย ไม่ว่าจะเกิดลัคนา ราศีใด ก็มีแนวโน้มที่จะหยิบสรีระตั้งแต่หัวจรดเท้ามาถากถาง มากกว่าที่จะทักทายด้วยท่าทีของความใส่ใจ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<em>ทำไมถึงอ้วน ?</em></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<em>ทำไมถึงคล้ำ ?</em></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<em>ทำไมถึงสิวเต็มหน้า ?</em></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และอีกหลายๆทำไม (ที่ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไม )</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การตอบโต้ที่ผมใช้บ่อยคือ “ เงียบ ” หรือ “ แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ” เพราะ ง่ายดี ไม่ต้องต่อความให้ยาวยืด เสียเวลาซะเปล่าๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บางครั้งเคยนึกอยากจะตอบด้วยการทำหน้าละห้อย แล้วบอกว่า “ ต้องขอโทษจริงๆ ที่ผมไร้ความสามารถในการบริหารไขมัน และต้องขอโทษอีกครั้งที่ทำให้คุณผิดหวัง คราวหลังผมจะพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้ปัญหาของผมไปรับกวนใจของคุณอีก ”<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ก็อย่างที่บอก ว่าบ่อยครั้ง ผมก็ทำได้แค่ “ เงียบ ”</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่มีคำถามที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆหรือ ?   ผู้ถามคงมั่นใจมากว่านี่คือการแสดงความมีอารมณ์ขัน แต่ไม่เลย – ไม่ใช่ นี่ดูเป็นการไม่รับผิดชอบต่อความรู้สึกของผู้อื่น สักแต่ว่าจะถาม ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร หวังเพียงแค่จะหยิบจุดด้อยของคนอื่นมากล่าวอ้าง ก็แค่นั้น</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่อยากรู้บ้างหรอว่าชีวิตของเราเป็นยังไง  ช่วงนี้อ่านหนังสือเล่มไหน การงานที่ทำเป็นอย่างไรบ้าง หรือถ้า ไม่ได้สนใจกันขนาดนั้น ก็ลองเลือกเรื่องดีๆเท่าที่พอจะมองเห็น มาทักทายกันหน่อยมั้ย <em>“ภาพที่ลงในไอจีสวยมากเลย”</em> , <em>“ ล่าสุดไปไหนมาเห็นโพสในเฟสฯ ”</em> , <em>“ บทความในเว็บเขียนดีมากเลย ” </em>ฯลฯ จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะทักทายกัน ด้วยประโยคที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าการพบกันหนนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แม้ว่าระบบการศึกษา จะไม่ได้สอนเรื่องมารยาทในสังคม แต่ด้วยสำนึกขั้นพื้นฐาน เราก็ควรต้องรู้ใช่ไหมว่าอะไรควร หรือไม่ควร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ในทางตรง</strong> คนอ้วน มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเป็นของตัวเอง อยู่แล้ว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ในทางอ้อม</strong> คนอ้วนรู้สึกผิดอยู่แก่ใจที่ควบคุมน้ำหนักของตัวเองไม่ได้ อยู่แล้ว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อย่าพยายามสร้างรอยขีดข่วนทางความรู้สึกเพิ่มเข้าไป ด้วยการทักทาย หรือตั้งคำถามแบบนี้อีกเลยน่ะ</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คุณอาจจะโกรธผมก็ได้ ที่ผมเอ่ยเตือนไปแบบนี้  คุณอาจจะไม่ชอบผม หรือไม่คุยกับผมต่อเลยก็ได้ แต่ผมขอร้องจากใจจริง ว่าอย่าไปพูดแบบนี้กับใครอีก การพูกคุยกันด้วยเนื้อหาดีๆ น่าจะนำไปสู่บทสนทนาที่ดี และมิตรภาพที่ดี เอาแบบนี้ดีกว่ามั้ย</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;"><strong>ทำไมถึงอ้วน </strong><strong>?</strong></span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พูดขนาดนี้ยังจะถามอีกหรอ ?</p>
<h2><span style="color: #cd8c51;">. . .</span></h2>
<h5 style="text-align: right;"><span style="color: #cd8c51;">ดัดแปลง/แต่งเติม มาจากคมความคิดในหนังสือเรื่องวิทยากวน ของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/10/27/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงเรียนใหม่ ในมหาลัยเหมืองแร่</title>
		<link>https://worathon.space/2019/10/15/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/10/15/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Oct 2019 03:28:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วูบกวี]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1631</guid>

					<description><![CDATA[ในวันที่ชีวิต มีเหตุให้ต้องก้าวออกจากรั้วมหาลัย บ้างโชคดีหน่อย ที่กอบโกยหลายสิ่งหลายอย่างที่จะใช้เป็นต้นทุนชีวิตได้หลายกระสอบ ในขณะที่อีกหลายส่วนก็โชคร้าย เพราะเดินออกมาแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย แม้กระทั่งทิศทางในความจริงของชีวิต หรือแม้แต่ความฝันของตัวเอง ก็ยังไม่มีเปื้อนติดปลายรองเท้าออกมาเลยแม้แต่น้อย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในวันที่ชีวิต มีเหตุให้ต้องก้าวออกจากรั้วมหาลัย บ้างโชคดีหน่อย ที่กอบโกยหลายสิ่งหลายอย่างที่จะใช้เป็นต้นทุนชีวิตได้หลายกระสอบ ในขณะที่อีกหลายส่วนก็โชคร้าย เพราะเดินออกมาแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย แม้กระทั่งทิศทางในความจริงของชีวิต หรือแม้แต่ความฝันของตัวเอง ก็ยังไม่มีเปื้อนติดปลายรองเท้าออกมาเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มหาลัยเหมืองแร่ หนังดราม่าอารมณ์เข้มข้น สัญชาติไทย สร้างจากหนังสือรวมเรื่องสั้น ชุด เหมืองแร่ โดยนักเขียนรุ่นใหญ่ผู้ล่วงลับ <strong><a title="" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C_%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C">อาจินต์ ปัญจพรรค์</a></strong> ซึ่งเป็นเค้าโครงประสบการณ์จริงของผู้เขียน และหนังเรื่องนี้ ฉายในปี พ.ศ.2548 นั่นเอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มหาลัยเหมืองแร่ เรื่องราวของอาจินต์ เด็กหนุ่มเหลวไหล ที่เติบโตมาอย่างสุขสบายตามประสาชนชั้นกลาง และมีเหตุให้รีไทร์(เรียนไม่จบ) ตอนเรียนอยู่ปี 2 จากคณะวิศวะฯ จุฬาฯ จากนั้นก็ถูกพ่อส่งให้ไปฝึกใช้ชีวิต (ดัดสันดาน) ที่เหมืองแร่ ในจังหวัดพังงา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เนื้อหาในเรื่องจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ อุปมาว่าช่วงเวลานี้คือ 4 ปี ที่จะได้เล่าเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป เราเอง จะถูกดึงเข้าไปในเรื่องด้วยการเดินทางเข้าไปความทุรกันดารในภาคใต้  ก่อนที่โลกของการทำงานในเหมืองแร่จะค่อยๆหยิบยื่นบทเรียนภาคบังคับมาให้กับตัวละครเอกตามเลเวลที่สูงขึ้น</p>
<h3>ปี 1 ดัดสันดาน</h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และแม้ว่าอาจินต์จะพอมีความรู้ด้านวิศวะปี2 จากจุฬาฯ แต่สำหรับที่นี่ ความเป็นนิสิตจุฬาไม่มีค่าใดๆ ความรู้จากปี 2 ที่พอถูไถก็ต้องถูกโละทิ้ง แล้วเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมด  อะไรที่คิดว่ามี คิดว่าแน่ ต้องมาเริ่มสร้างกันใหม่ สัดดานจะโค้งเกี่ยวเลี้ยวลดมาจากไหน ก็ต้องถูกดัดเป็นธรรมดา และในขั้นตอนการดัด ก็ต้องเจ็บปวดกันบ้าง ไม่มากก็น้อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ปี 2 เอาตัวรอด</h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แม้หนังจะฉายในปีพ.ศ.2548 แต่เรื่องราวของหนังได้พาเราย้อนกลับไปกว่า 50 ปี สภาพการเป็นอยู่ในยุคนั้น เป็นธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม พร้อมจะตะบันหน้าเราเสมอ เมื่อเราเผลอประมาท นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอที่บอกให้ตัวละครหลัก ต้องระแวดระวัง และค่อยๆปรับตัวให้อยู่รอด เพื่อมีชีวิตต่อในวันพรุ่งนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ปี 3 หาตัวตน</h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตัวตนที่ไม่เคยคิดจะสร้าง ถูกความอ้างว้างบังคับให้ต้องผุดออกมา ด้วยความทุกข์จากใจ และความเหน็ดเหนื่อยจากร่างกาย บีบเค้นให้ตัวละครเก่งกาจขึ้น จนคนดูอย่างเราก็แอบดีใจกับการเติบโตนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ปี 4 ขุดเกียรติยศ</h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เกียรติยศ ในที่นี้ไม่ใช่สิ่งที่ลอยสูงอยู่บนผืนฟ้า หากแต่เป็นเศษแร่จากใต้ผืนดิน ที่แฝงความหมายถึงการขุดรากเหง้าความเช้าใจต่อชีวิต ส่งผลให้ตัวละครหลัก เข้าใจว่ามาแบบไหน ก้ควรกลับแบบนั้น ท้ายที่สุดเราเรียนรู้มากมาย และที่ตรงจุดสุดท้าย เราก็ไม่เหลืออะไรทั้งนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นหนังอารมณ์เข้มข้น ที่ไม่ถึงกับขุ่นควั่ก ตอนจบชวนให้ใจสบาย หากใครมีมรสุมในระหว่างเรียน หรือมีความสับสนระหว่างการค้นหาคำตอบของชีวิต หนังเรื่องนี้เป็นอาหารสมองที่รสชาติกลมกล่อม เหมาะแก่การดูในวันว่าง และรู้สึกอ้างว้าง ในขณะเดียวกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/10/15/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่มีเพลงประกอบ</title>
		<link>https://worathon.space/2019/07/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/07/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jul 2019 12:19:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1540</guid>

					<description><![CDATA[ชีวิตที่มีเพลงประกอบ น่าจะเป็นชีวิตที่งดงาม ราวมิวสิควีดิโอ  ถ้าฉากนั้นไม่ใช่จังหวะดนตรีที่สวยงาม อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เศร้าโศกได้อย่างมีสุนทรียะ ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #cd8c51;">ชีวิตที่มีเพลงประกอบ น่าจะเป็นชีวิตที่งดงาม คล้ายมิวสิควีดิโอ แม้ยามฝันก็ชวนให้ตื่น หรือยามตื่นก็ยังมีฝัน อาจไม่ใช่ภาพที่สวยงาม แต่ก็ทำให้เศร้าโศกได้ อย่างมีสุนทรียะ</span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมนั่งพิมพ์บทความนี้ ตอนฟังเพลงบลูส์บรรเลง กับจิบเบียร์ไม่กี่กระป๋อง คิดว่าอารมณ์ครึ้มอกครึ้มใจแบบนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการปล่อยใจไปกับเสียงเพลงและฤทธิ์เบียร์ จนนึกขึ้นว่า บางทีแล้ว ชีวิตคนเราก็ต้องมีฉากเหมือนในหนังกันบ้าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมเชื่อว่าการดำเนินไปของชีวิตกับการบรรเลงดนตรี มีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่มีจังหวะจะโคน มีท่วงทำนอง มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ และมีอารมณ์หลายหลากคละคลุ้งอยู่ในนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ชื่อก็บอกว่าเพลงประกอบ หมายความว่ามันต้องเป็นเพลง หรือ ดนตรี ที่มาประกอบกับอะไรซักอย่างแล้วส่งผลกับบรรยากาศหลักในจิตใจ เสียงนั้นอาจบรรเลงขึ้นทันทีทันใด หรือ มาดังตอนนั่งใครครวญถึงอดีต เมื่อนึกถึงเพลง เรามักนึกถึงบางเวลา บางสถานที่ บางอารมณ์ หรือแม้แต่บางคน เป็นส่วนประกอบรวมกันให้เพลงนั้นยังไพเราะ และ ความทรงจำนั้นยังมีความหมาย</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2.jpg" alt="เพลงประกอบ" width="2048" height="1002" class="alignnone size-full wp-image-1547" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2.jpg 2048w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-300x147.jpg 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-768x376.jpg 768w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-1024x501.jpg 1024w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/07/1404463793-large1-o-2-585x286.jpg 585w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<a href="http://digi.library.tu.ac.th/mass/2547/0038/07chapter-3.pdf"><strong>หน้าที่ของเพลงประกอบในหนัง</strong></a>  มีไว้เพื่อเป็นองค์ประกอบของการเล่าเรื่อง เป็นเสียงที่เราได้ยินขึ้น ทั้งๆที่เราไม่ตั้งใจฟัง เป็นส่วนผสมที่ทำให้อารมณ์ของหนังกลมกล่อม เป็นเสียงที่บอกสถานการณ์บางอย่างที่ตัวละครกำลังเผชิญ หรือแม้แต่เป็นเสียงที่พยากรณ์จุดจบของเรื่องราวได้เลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หน้าที่ของเพลงประกอบ ในชีวิตจริง ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก นั่นคือ “มักดังขึ้น” พร้อมกับการนึกถึงเรื่องราวต่างๆ บ่อยครั้ง ที่เพลงนั้นๆเป็นสวิซต์กดเปิดความความทรงจำ ทำให้เราเล่าเรื่องบางฉากบางตอนได้ถึงรสกว่าการไม่มีเพลง ในทางนึงก็ทำให้เรามีความสุนทรีย์กับปัจจุบันขณะ เคลิบเคลิ้มไปกับ รัก โลภ โกรธ หลง ในห้วงขณะใดๆในชีวิตได้พอประมาณเลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีเรื่องราวเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน และบางเรื่องก็เป็นเหตุการณ์กระทบใจ บางเพลงที่เผลอได้ยิน หรือหยิบฉวยมาใส่หู จึงทำหน้าที่เป็นช่างก่อสร้าง ประกอบชิ้นส่วนของบรรยากาศ เนื้อหา ความหมาย และเรื่องราว ให้กลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง ที่เรียกในอีกชื่อว่า <strong>“ความทรงจำ”</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากลองสำรวจรื้อค้นความทรงจำดูดีๆ ในนั้นอาจมีบางเพลง เพราะว่ามีบางเหตุการณ์ บางสถานที่ บางความรู้สึก กับ บางคน ที่กำลังโลดแล่น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเรื่องราวที่ฉายใม่เคยจบ และเราเองก็ไม่ต้องการให้จบ บันทึกมันไว้แบบนั้น ไม่ถูกลบเลือนไปด้วยวันเวลา และไม่แยแสกฏแห่งการเสื่อมลง ของเซลล์สมอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีเพลงใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ประสบการณ์ใหม่ๆก็เกิดขึ้นตลอด ชีวิตที่มีเพลงประกอบ ก็คงไม่ต่างจากชีวิตที่รู้อดีต – รู้ปัจจุบัน เพราะอย่างน้อยๆก็รู้ว่าในวันที่มีมีความรัก ควรเต้นกับเพลงอะไร หรือในวันที่อกหัก ควรฟังเพลงทำนองไหน เสียงเพลงจะช่วยปลอบประโลมใจ แม้ในวันที่ไม่มีเสียงพูดจากใคร ก็ยังมีเสียงเพลงบรรเลงให้เรา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะฮิปฮอป ป็อป แจ๊ซ หรือ สกาเร้กเก้ ก็ฟังไปเถอะครับ เต้นไปเถอะครับ ดื่มด่ำกับมัน คิดซะว่า เมื่อมีท่วงทำนองเป็นมิตรสหาย ก็ไม่เห็นต้องเขินอายกับการร่ายรำ และหมกมุ่นกับความสุนทรีย์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บันทึกอดีต บรรเทิงกับปัจจุบัน บรรเลงสู่อนาคต อาจกลมกล่อมขึ้นเมื่อใช้เพลงใส่เข้าไปในเรื่องเล่า การมีเรื่องเล่าที่ดีจะช่วยเยียวยาจิตใจได้ แม้จะไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยก็ตาม เมื่อเริ่มบันทึก เราจะมีหลักฐาน  และ เพลงประกอบ อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่บันทึกร่องรอยของอารมณ์ไว้ได้ดีที่สุดเครื่องมือหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะเขียน ผมฟังเพลงบลูส์บรรเลง ฝั่งขวาเป็นโคมไฟ ฝั่งซ้ายเป็นกระป๋องเบียร์ แน่นอนว่าคืนนี้ผมอนุญาตให้ตัวเองถนัดซ้ายใช้มือไม้ในการหยิบกระป๋องอย่างคล่องแคล่ว ทุๆครั้งที่ถึงท่อนโซโล่ ผมก็ยกกระป๋องดื่มหนึ่งครัง เพลงบรรเลงมาได้ครึ่งอัลบั้ม ปริมาณน้ำในกระป๋องเริ่มลดหลั่น เขียนเสร็จแล้วด้วย ผมมีแค่ 2 ตัวเลือก คือ นอน กับ ออกไปซื้อเบียร์ แน่นอนว่าไม่นอน ผมหยิบกุญแจรถ และวิ่งไปอย่างรวดเร็วไม่แคร์เสียงกีต้าร์โซโล่ หวังแต่ว่า จะกลับมาก่อนการบรรเลงนี้จบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="color: #cd8c51;">อ้างอิง</span><br />
http://digi.library.tu.ac.th/mass/2547/0038/07chapter-3.pdf</p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/07/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การอวด และ ความอิจฉา ในสมรภูมิความสุข</title>
		<link>https://worathon.space/2019/06/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/06/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jun 2019 11:29:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1487</guid>

					<description><![CDATA[ไม่ค่อยแน่ใจ ว่านั่นเป็นประโยคคำถาม หรือการอุทานที่ฉุนเฉียว เลื่อนๆโทรศัพท์ไปก็คิดไม่ตก ภาพที่เห็นตรงหน้า เป็นแหล่งกำเนิดเสียงจากเครื่องหมายคำพูดได้เป็นอย่างดี]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #cd8c51;"><strong>“</strong><strong>ทำไมชีวิตมันดีจังวะ</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ค่อยแน่ใจ ว่านั่นเป็นประโยคคำถาม หรือการอุทานที่ฉุนเฉียว เลื่อนๆโทรศัพท์ไปก็คิดไม่ตก ภาพที่เห็นตรงหน้า เป็นแหล่งกำเนิดเสียงจากเครื่องหมายคำพูดได้เป็นอย่างดี &#8211; ทั้งดูดี, อยู่ดี, กินดี, ความสัมพันธ์ดี, สังคมดี, ไลฟ์สไตล์ดี  โอ้โห.. ดูดี(ไปรึเปล่า)ว่ะ &#8211; แถมคำว่า “มัน” ในที่นี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เป็นเพื่อน พี่ น้อง หรือใครซักคน ที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ และถ้าจะสรุปว่านี่คือ ความอิจฉา ผมอาจจบการเขียนไว้แค่ตรงนี้ แต่เพราะคิดว่ามันน่าจะมีอะไร ผมเลยจะขอเขียนต่อ</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong> จะบอกว่าคนอื่นขี้อวด </strong><strong>? ”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใช่ครับ ถ้าไม่สันนิฐานแบบนั้น ผมคงไม่เขียนต่อมาถึงตรงนี้ จะว่าไปแล้ว <strong>การอวด(ว่ามี)ดี</strong> เป็นอะไรบางอย่าง ที่ละม้ายคล้ายแฟชั่น นั่นคือทำกันเป็นเทรนด์ เป็นกระแส เป็นป้ายที่แปะบอกให้รู้ว่ากูก็มี ใครๆก็ทำกัน &#8211; ในการอวดนั้นอาจมีเนื้อหาว่าฉันดูดี ฉันกินอร่อย ฉันอยู่สบาย ฉันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฉันอยู่ในสังคมที่กว้างขวาง และ ฉันมีรูปแบบชีวิตที่สุดยอด ขอเหมารวมว่าสิ่งเหล่านี้คือ ความสุข  ..ใช่ ฉันมีความสุข แต่ไม่ใช่แค่ฉัน เพราะ เขา-เธอ-มัน-คุณ-ท่าน ต่างดูมีความสุขไม่น้อยหน้ากัน ทุกคนดูมีความสุขกันหมด ท่ามกลางสมรภูมิความสุขนี้ ใครกันที่ชนะ หรือใครนะที่พ่ายแพ้</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“ </span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>ก็เป็นเรื่องของเขาหรือเปล่า</strong><strong> ”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งใช่ และ ไม่ใช่  ถ้าจะฟันธงว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เหตุใดเรายังรู้สึก.. รู้สึกตกค้างตั้งแต่ย่อหน้าที่แล้ว รู้สึกอะไรบางอย่างจนหยุดคิดกับมันไม่ได้  จะว่าอิจฉา.. ก็น่าจะใช่  หรือ ริษยา.. อาจไม่แน่ใจนัก หรือจะว่าไปเราเคยโพสต์หรือแสดงออกว่าเรามีความสุขในทำนองนั้นเหมือนกันรึเปล่า ไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะมองว่าเราขี้อวดมั้ย &#8230; ถ้าใช่  แสดงว่าเราเองก็อยู่ในสนามประชันความสุขนี่เหมือนกันละสิ</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>ถ้างั้นใครๆก็อวดความสุขละสิ</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้วยความที่ว่าผมไม่กล้าสรุปร้อยเปอร์เซ็น ว่านี่เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำ ผมเลยไปย้อนดูที่ไปที่มาของการโอ้อวด ว่าเป็นกันมานานแล้ว หรือเพิ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่พ่อขุนรามคำแหงได้ตอกสลักอักษรลงบนศิลาจารึก ซึ่งต่อให้เป็นอย่างนั้น ก็ยังถือว่าเนิ่นนานอยู่ดี<br />
&nbsp;</p>
<h3><span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>อวดกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ(ขุนราม)</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลังจากได้ข้อมูลมาพอสมควร ทั้งทางประวัติศาสตร์ ชีวะวิทยา หรือ จิตวิทยา สรุปได้ประมาณว่ามนุษย์เราโอ้อวดกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ คนที่ทำการอวดคนแรก อาจกระทำด้วยการ ชูเนื้อชิ้นใหญ่ขึ้นเหนือหัว แล้วร้องว่า “อุกะ อุก่ะ ซูลู ลู่ ” &#8230; ใช่ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน จนพ่อขุนรามคำแหงเองก็ต้องตกใจ เพราะเราโอ้อวดกันตั้งแต่ยังไม่มีภาษาซะอีก  การโอ้อวดในแต่ละยุค กระทำผ่านรูปแบบที่แตกต่าง แต่มีใจความเดียวกัน คือ “เพื่อแสดงถึงอำนาจ” และ “คุณค่าของการคงอยู่”  &#8211; เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การแสดงออกว่าเรามีค่าในสังคม จึงเป็นเรื่องปกติ และ แสนธรรมดา เพราะสถานภาพทางสังคมและปริมาณความสุข เป็นข้อมูลสำคัญที่มนุษย์ใช้เปรียบเทียบและตัดสินว่าตัวเรายืนอยู่ในจุดที่ดีหรือจุดที่ตกต่ำเมื่อเทียบกับคนในสังคมเดียวกัน</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ แต่มันก็ยังขัดใจอยู่ดี</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กับคนสมัยก่อน ผมไม่แน่ใจนักว่าจะมีโอกาสไหนให้อวดกันได้บ้าง ..ที่วัด , งานแต่ง ,งานบวช , งานเลี้ยงรุ่น , หรือ งานศพ .  ผมเดาได้ประมาณนี้ แต่ในใจความของแต่ละสถานที่ คือต้องเจอกันตัวเป็นๆ หน้าต่อหน้า ขับรถหรูมาเลย แต่งหน้าสวยมาเลย ควงแฟนหน้าตาดีมาเลย หรือใส่เพชรเม็ดเป้งมาเลย อวดกันจะๆ นานๆทีก็ถือเป็นการอัพเดตความก้าวหน้าไปในตัวด้วย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ในปัจจุบัน ฟังก์ชั่นของการอวดเริ่มไม่ยึดโยงกับการเผชิญหน้า และ เริ่มหลุดจากกรอบเวลาที่ว่าต้องนานๆที  .. นี่มาถี่ มาจากหลานคน หลายอาชีพ หลายชนชั้น หลายเวลา และ เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ชนิดที่ว่าเลื่อนไปเล่นๆไม่เกิน 3 ครั้ง จะต้องเห็นกันบ้างแหละหน่า</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“</span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>แล้วอย่างไหน ที่เรียกว่าอวด</strong><strong>”</strong><strong>   </strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้วยความสงสัยที่อาจไต่ไปถึงขั้นโรคจิต ผมเริ่มสังเกตุและแบ่งลักษณะของรูปถ่ายที่บ่งบอกถึงการอวดได้ 7 รูปแบบ  แบ่งย่อยๆเป็นลักษณะดังนี้</p>
<p><span style="color: #cd8c51;"><strong>1) รูปที่ถ่ายตัวเอง (หรือเซลฟี)</strong></span> &#8211; แสดงถึงความงดงาม หรือความภูมิใจในบุคลิกภายนอก<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>2) รูปถ่ายอาหาร</strong></span> – แสดงถึงการได้กินอาหารที่อร่อย(รวมถึงราคาสูง) ในโอกาสสำคัญ<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>3) รูปถ่ายสถานที่ที่เราอาศัยอยู่</strong></span> – แสดงถึงความสะดวกสบาย และไลฟ์สไตล์<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>4) รูปถ่ายกับคนรักหรือสมาชิกครอบครัว</strong></span> – แสดงถึงความมั่นคง และ ความอบอุ่น<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>5) รูปถ่ายกับกลุ่มเพื่อนหรือสังคมในที่ทำงาน</strong></span>  &#8211; แสดงถึงบรรยากาศในการทำงานที่ดี<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>6) รูปถ่ายปาร์ตี้</strong></span> &#8211; แสดงถึงชีวิตที่สนุกสนาน และ อิสระ<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>7) รูปถ่ายสัตว์เลี้ยง</strong></span> – แสดงถึงศักยภาพในการดูแลชีวิตอื่นๆ<br />
และ &#8230;<br />
<span style="color: #cd8c51;"><strong>8) รูปอะไรซักอย่าง ที่มีแคปชั่นประมาณว่าไม่อยากอวด </strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นัยยะสำคัญของข้อ 8 นั่นคือ <span style="color: #cd8c51;"><em>รูปอะไรซักอย่าง ที่มีแคปชั่นประมาณว่า ไม่อยากอวด</em></span> น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาอยู่บ่อยๆ  &#8230;พูดแบบนี้อาจจะไม่เห็นภาพ ผมขอยกตัวอย่างแคปชั่น เช่น</p>
<ul>
<li><strong>“ โนแอพ ”</strong> // แนบรูปเซลฟี่ตัวเอง</li>
<li><strong>“ ขอบคุณเจ้ามือ ”</strong> // แนบรูปอาหาร</li>
<li><strong>“ ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ”</strong> // แนบรูปคู่กับแฟน</li>
<li><strong>“ ที่นี่ที่ไหนกันนะ”</strong> // แนบภาพสถานที่ซักแห่ง</li>
</ul>
<p><strong></strong></p>
<h3><span style="color: #cd8c51;"><strong>“ </strong><strong>มันก็ปกตินี่ สรุปว่าเรามันขี้อิจฉาเองนี่หว่า </strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถึงตรงนี้ ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าบทความนี้ ริเริ่มจากความอิจฉา ขับเคลื่อนด้วยความสงสัย และจบลงด้วยความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ของทั้งสองหัวข้อ &#8230; ใช่ครับ ความอิจฉา เป็นเรื่องธรรมดา และก็ใช่อีก การอวดความสุขนั้น เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน  คิดวกไปวนมา จบลงที่ความธรรมดาได้ยังไงกันเนี่ย</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“ </span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>แต่เพื่อไม่ให้บทความนี้ดูธรรมดาเกินไป ผมเลยอยากชวนสังเกตสักนิดครับ</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมลองไปเปิดดูพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถานดูแล้ว กลับได้ใจความบางอย่าง ที่จะมาพลิกเกมส์ของข้อสงสัย ดังนี้ครับ</p>
<hr />
<p><strong>อวด<br />
</strong>ก. สำแดง, แสดงให้เห็น, ทำให้เป็นที่ประจักษ์.</p>
<hr />
<p><strong>โอ้อวด<br />
</strong>ก. อวด, พูดยกตัว, พูดอวดความรู้ความสามารถหรือความมั่งมี.</p>
<hr />
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การอวด กับ การโอ้อวดนั้น ออกเสียงต่างกันแค่พยางค์เดียว แต่ความหมายนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะการอวด คือการแสดงให้เห็น ถือเป็นสิ่งที่สุดแสนจะธรรมดาที่ใครๆก็ใคร่จะทำ แต่การโอ้อวดนั้น คือการยกตน ให้ดูเหนือกว่าผู้อื่น  ซึ่งทั้งสองคำนี้ก็ไปตอบโจทย์ว่าเป็นการการะทำเพื่อแสดงอำนาจ และ แสดงออกถึงความมีคุณค่าให้แก่ตัวเอง ส่วนจะมากจะน้อย จะน่าชื่นชมหรือน่าหมั่นไส้ ก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องแยกมันออกจากกันให้ดี ว่าที่เรากำลังเห็นอยู่นั้น มันคือการอวดแบบไหนกันแน่</p>
<h3><strong><br />
<span style="color: #cd8c51;">“ </span></strong><span style="color: #cd8c51;"><strong>เออ งั้นช่างมันเถอะ </strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แต่บอกด้วยความเข้าใจว่า “ช่างมันเถอะ” เพราะไม่ว่าจะอย่างไร แค่เลื่อนนิ้วบนโซเชี่ยลมีเดียไม่เกิน 3 ที ก็เจอการอวด ไม่ว่าจะอย่างไร การอวดนั้นจะทำให้เราอิจฉาอยู่เสมอ มันเป็นกระบวนการของสัตว์สังคม ถ้ารับไม่ได้ ก็ควรเอาตัวออกห่าง คงไม่ถึงกับต้องลี้ภัยไปไหนต่อไหน ผมเชื่ออย่างสุดใจว่าเราจะต้องอยู่กับมัน จนตายกันไปข้าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต้องย้อนกลับมาเตือนใจ ว่าสิ่งที่ต้องรับมือเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอิจฉา คือการแยกว่าข้อมูลที่เห็นนั้น คือ <strong>การอวด</strong> หรือ <strong>การโอ้อวด</strong>  หลังจากนั้นคงต้องลองคิดเอาเอง จากความหมายในพจนานุกรมที่ผมบอก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หรือถามอีกทีอย่าง “ เราไม่ยินดีกับ เพื่อน พี่ หรือน้อง ของเรา ที่เค้ามีชีวิตที่ดีเลยหรือ ” ถ้าจะตอบแบบพระเอก คงใช่ เราควรยินดี แต่ก็คงไม่ทุกครั้งทุกกรณีหรอกใช่มั้ยล่ะ มีคำพูดจากหนังเรื่องหนังเรื่อง 3idiot ทำนองว่า</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #cd8c51;"><strong>“ </strong><strong>เป็นเรื่องน่าประหลาด</strong></span></h3>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #cd8c51;"><strong>พอเพื่อนย่ำแย่ เรารู้สึกไม่ดี</strong></span></h3>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #cd8c51;"><strong>พอเพื่อนได้ดี เรารู้สึกแย่</strong><strong>”</strong></span></h3>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;<strong>จริงหรือไม่ ก็แล้วแต่ว่าใครจะตีความ</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุดท้าย ไม่ว่าเราจะอิจฉาหรือริษยาแค่ไหน คนเหล่านั้นที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย ต่างก็เป็นคนในชีวิตเรา  ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผาผลาญมิตรภาพด้วยไฟอิจฉา ในสมรภูมิความสุขนี้ไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียวที่ต้องฝ่าฟัน ใครๆก็ต้องเผลอรู้สึกกันบ้างแหละ นี่จึงจำเป็นที่ความเข้าใจที่มีต่อตัวเอง รู้เท่าทันความอิจฉา และเป็นประชากรโซเชี่ยลที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป .</p>
<p><strong>          </strong></p>
<blockquote><p><strong>อ้างอิง</strong><br />
https://themomentum.co/happy-self-help-socialmedia-show/</p></blockquote>
<p><strong>          </strong></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/06/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรือเล็ก มรสุม และความปกติ ว่าด้วยชีวิตหลังเรียนจบ</title>
		<link>https://worathon.space/2019/05/13/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/05/13/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 May 2019 20:39:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตหลังเรียนจบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1464</guid>

					<description><![CDATA[เรือเล็ก ที่เขียนป้ายชื่อติดว่า “ชีวิตหลังเรียนจบ” กำลังจะเริ่มต้นเดินทาง หลังจากที่ได้หยุดจอด เพื่อเตรียมเสบียง อยู่บนชายหาดที่ชื่อว่า “มหาวิทยาลัย” มาหลายปี]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรือเล็ก ที่เขียนป้ายชื่อติดว่า <strong>“ชีวิตหลังเรียนจบ” </strong>กำลังจะเริ่มต้นเดินทาง หลังจากที่ได้หยุดจอด เพื่อเตรียมเสบียง และต้นทุนชีวิต อยู่บนชายหาดที่ชื่อว่า “มหาวิทยาลัย” มาหลายปี ชีวิตหลังเรียนจบ จากนี้ช่างสับสนเหลือเกิน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นับเป็นเวลาหลายปี ที่บัณฑิตทุกคนได้อดทนบากบั่น อดตาหลับขับตานอน วิ่งบ้างเดินบ้าง ล้มลุกคลุกคลาน จนเรียนจบอย่างที่ใฝ่ฝันไว้   ช่วงเวลาระหว่างการเรียน ต่างก็ได้เจอเรื่องราวต่างๆมากมายทั้งวิชาการ และ วิชาชีวิต รัก โลภ โกรธ หลง ได้ถาโถมใส่ หรือไม่ก็เป็นเราซะเองที่วิ่งเข้าไปหา  กับเรื่องราวเหล่านี้มากน้อยต่างกัน แต่ได้เจอเหมือนกัน ถ้วนหน้า กลายเป็นความทรงจำชุดสุดท้ายของวันเด็ก ก่อนที่จะพ้นสภาพการเป็น “เด็กมหาลัย”</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เวลาระหว่างนั้นจบไป เรื่องราวระหว่างนี้ ก็เริ่มต้นขึ้น <em>ก่อนหน้านี้เรารู้ว่าพอจบ ม.6 แล้วจะขึ้น ปี 1 , พอจบ ปี 1 แล้ว จะขึ้นปี 2  แต่หลังจากเรียนจบแล้ว .. แล้ว&#8230; แล้วมันยังไงต่อล่ะ &#8230;</em> คำถามเชิงปรัชญาอย่าง &#8220;ตายแล้วไปไหน&#8221; ยังพอเดาๆคำตอบได้ว่ามีอยู่ไม่กี่ทาง คือ ไม่ลงนรก ก็ขึ้นสวรรค์ หรืออาจจะพลิกแพลงกว่านั้นก็ไปเป็นผีในมุมอับ ให้ผู้คนได้พบเจอแล้วโทรไปเล่าในรายการวิทยุผี แต่นี่พอเรียนจบแล้วยังไงล่ะ.. ความเป็นไปได้ มีมากมายจนคล้ายๆว่าจะเหมือนพล็อตหนังเรื่อง Avenger Endgame เลย .</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมคงไม่บอกว่าในบรรดา 14 ล้านความเป็นไปได้นี้ คุณควรเลือกทางไหน แล้วผมก็ไม่อยากจะต้องมาไล่ให้ฟังด้วย ถึงแม้ว่าจะมีตัวเลือกง่ายๆเช่น ก็ไป<a href="https://www.jobbkk.com/"><strong>หางาน</strong></a>ทำสิ,ก็ไป<a href="https://pantip.com/topic/30808943"><strong>เรียนต่อ</strong></a>สิ,ก็ปล่อยเป็น <a href="https://www.dek-d.com/studyabroad/41106/"><strong>Gap Year</strong></a> สิ บลาๆๆ (ก็อดบอกไม่ได้สิน่าา)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระหว่างนี้ คงเป็นห้วงเวลาของว่าที่บัณฑิตทุกคน จะได้ยินคำถาม ทั้งจากตัวเอง และ จากคนข้างๆบ้าน มากน้อยแตกต่างกัน ภาษาถิ่นอาจจะไม่ใช่แบบนี้ แต่ใจความฟังดูแล้วคล้ายๆจะเป็นคำ ว่า “มีงานทำหรือยัง” หรือ “จะทำงานอะไรต่อ” โชคดีหน่อยก็เจอแค่คำถาม โชคไม่ได้ก็โดนคำถากถาง หรือแย่ไปกว่านั้นก็โดนป้าเล่าเรื่องลูกของตัวเองให้ฟัง ( เห้อ )</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะทำยังไงได้ ก็ค่านิยมเรื่อง “การเรียนสูงๆจะได้ทำงานดีๆ และเป็นเจ้าคนนายคน” มันดันเป็นค่านิยมที่ฮิตกันซะเหลือเกิน ถ้าจะว่าค่านิยมนี้มันย่ำแย่ พ่อแม่ก็คงเอาเงินไปซื้ออาหารให้วัว แทนที่จะขายวัวมาส่งฟวายอย่างเราเรียน / แต่ถ้าจะบอกว่ามันเป็นค่านิยมที่ถูกต้อง มันก็ช่างเป็นความถูกต้องที่กดดันเราซะจริง แต่นั่นก็ไม่ใช่โจทย์ที่ต้องแก้ในตอนนี้หรอกครับ เพราะเผลอแปปเดียว ป้าอีกบ้านก็เดินมาถามว่า เราทำงานอะไร อีกแล้ว&#8230;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลจากตลาดแรงงาน หรือไม่ว่าจะข้อมูลง่ายๆจากเฟซบุ๊ก ต่างก็รายงานว่า มีผู้ว่างงานจำนวนเหยียบ 4 แสนคนในทุกๆปี น่าสะเทือนใจตรงที่จากเลขสี่แสนนั้น มี 1.6 แสนคน ที่เรียนจบ ป.ตรี เป็นเลขที่ไม่ตลก หรือต่อให้ข่าวนี้ถูกรายงานโดยตลกคณะเชิญยิ้ม เราก็ขำไม่ออกอยู่ดี เพราะขาของเราก็ก้าวไปอยู่ในเลขจำนวนนั้นขานึงซะแล้ว ตัวเลขไม่ใช่น้อยๆเลยนะนั่น ถ้าคิดเป็นกราฟกลมๆแล้ว คือจำนวน 1 ส่วน 3 เลยนะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อ่านมาจนถึงตรงนี้ ห่อเหี่ยวใจใช่มั้ยครับ ช่างเป็นงานเขียนที่ไม่จรรโลงใจ บั่นทอนกันด้วยการเอาข้อมูลมาอัดๆๆ  บอกแต่ปัญหาๆๆ แล้วยังไม่มีทางออกให้อีก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ใจร้ายขนาดนั้นครับ ผมขอให้อีกหนึ่งมุมมอง ( ท่ามกลางมุมมองอื่นๆที่คุณอาจได้รับฟังมาก่อนหน้านี้ ) นั่นคือให้มองเรื่องนี้เป็น&#8221;เรื่องปกติ&#8221;ครับ (มันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ) มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ การยอมรับสิ่งที่ไม่ได้อย่างใจให้เป็นเรื่องปกตินี่ยากมากแน่ๆ แต่นี่ก็น่าจะเป็นความจริงแรกๆ ที่โลกนอกรั้วมหาลัยจะสั่งสอนเรา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่มีอะไรได้อย่างใจไปซะหมด / ไม่มีอะไรทันใจไปตลอด / และไม่มีแนวข้อสอบให้ขีดปากกาไฮไลท์อีกต่อไป ผมพูดได้เพราะผ่านช่วงนั้นมา แต่ก็ยังไม่ถือว่าผ่านไป บางทีการพยายามไปทำอะไรกับมันมากนัก การหวังถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทาง ก็อาจทำให้เราเหนื่อย ท้อ จนไม่อยากจะเริ่มเลยก็ได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้ายังจำได้ ผมจั่วหัวบทความนี้เปรียบว่าชีวิตเปรียบเหมือนเรือ ( ถ้าจำไม่ได้ก็เดาๆเนียนๆไปก่อน) ผมอุปมาว่าชีวิตในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับเรือลำเล็กๆ ที่ถึงเวลาต้องออกจากฝั่ง อาจจะออกเพราะโดนบังคับโดยค่านิยม หรือแล่นออกไปเองเพราะมีเป้าหมาย แต่นี่ ก็ถือเป็นการออกเรือในช่วงที่ฤดูมรสุมทั้งนั้น และในวันที่ต้องออกเรือไป แน่นอนว่ามีความใจหาย ทั้งเพื่อนที่เรียนขับเรือมาด้วยกัน ทั้งชายฝั่งที่คุ้นเคย ค่อยๆแยกห่าง ทั้งจากชายฝั่ง ทั้งจากเรือลำอื่นๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระหว่างลอยลำ บ้างก็แล่นฉิวเพราะเรือมีเครื่องยนต์ บ้างก็ไปแผ่วๆเพราะต้องอาศัยแรงลม แต่คลื่นลมก็ไม่ใจร้าย ถึงจะไม่ออกแรงพาย ชีวิตก็ยังลอยไปเรื่อยๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมมีเพื่อนหลายคน มีน้องหลายกลุ่ม หรือเผลอๆก็อาจจะเป็นผมเองด้วย ที่กำลังหงุดหงิด และท้อแท้กับช่วงเวลาที่ต้องรอแรงลม  ทำไงได้ ในเมื่อชีวิตมันไม่เอื้อ เครื่องยนต์ไม่มี เส้นทางไม่ชัด  เสียงคำถามก็ยังดังไม่หยุด โลกนี้ช่างไม่อ่อนโยนกับเราเอาเสียเลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในระหว่างทางฝัน ถ้ายังเอาตัวไปวางที่ปลายทางไม่ได้ ก็คงต้องเอาใจและความคิดนำไปก่อน โชคดีของเรือที่แล่นไม่ฉิว ก็คือ ยังพอมีเวลาให้คิด และ ยังมีเวลาปรับทิศทางซะใหม่ อาจต้องมาทบทวนดูดีๆว่า เราต้องการมุ่งสู่ใจกลางมหาสมุทรจริงหรือไม่ หรือที่จริงแล้วเรามันเป็นเรือตระเวนชายฝั่งก็พอ ปลายทางของเราคือที่ไหนกันแน่ ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต้องมีแน่ๆหละ ไอ้เพื่อนที่แล่นฉิวไปก่อน ต้องมีแน่ๆหละ ความอิจฉาที่มีต่อเพื่อนที่แล่นฉิวลำเมื่อกี้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า จะอยู่ตรงไหนก็มีปัญหาตรงนั้น เรามีปัญหาอยู่ตรงนี้ แต่ว่าเค้าก้มีปัญหาอยู่ตรงโน้น น่าแปลกที่เราเริ่มอิจฉาเพื่อนบางคนที่ไปได้ไกล ทั้งๆที่ถ้ามาถามกันจริงๆแล้ว ทางเส้นนั้นอาจไม่ใช่ทางที่เราอยากไปเลยก็ได้ ฉะนั้น ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกัน มันก็ดูผิดฝาผิดตัวไปหน่อย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อย่าลืม ว่าตอนนี้พึ่งออกมาจากฝั่ง คุณไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพื่อนที่ห่างไปก้ใช่ว่าจะหายซะทีเดียว อาจารย์ที่รู้จักก็ยังอยู่ ทักษะที่ฝึกมาก็เต็มมือ (เว้นซะแต่ คุณจะไม่มีอะไรที่ผมว่ามาเลย อันนี้ Inbox มา เดี่ยวผมจะปลอบใจให้เป็นการส่วนตัว)   เวลานี้แหละ ท้าทายสุดๆ สนุกสุดๆ ถึงจะล่มก็ล่มมันซะตั้งแต่ตอนที่น้ำยังตื้นๆเลย ลองถูกลองผิดไป เผลอๆวันนึงก็อาจจะรู้ตัวว่าออกเดินทางมาซะแล้ว ทั้งๆที่คิดว่าน่าจะมาไม่ได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรือเล็กลำนี้ กำลังค่อยๆเคลื่อนออกจากฝั่งไปอย่างเนิบๆ วันเวลาค่อยๆพัดพาความจริงมาให้รู้จัก อาจเจ็บปวดบ้าง ท้อแท้บ้าง หรือบางทีก็ถึงกับดับฝันไปเลยก็มี แต่อยากให้คิดว่าเรื่องนี้มันจะไม่อยู่กับเราตลอดไป ชีวิตคือเรือที่ลอยอยู่ในทะเล ถึงเราไม่ทำอะไร ก็จะมีลมมีคลื่นมาพัดไปอยู่ดี อ่านมายืดยาวถึงตรงนี้ คุณอาจจะพอจับใจความได้ว่า ไอ้สิ่งที่คุณกำลังเผชิญ กำลังรู้สึกอยู่นี่ มันเป็น <strong>“เรื่องปกติ”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/05/13/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้องมีเว็บไซต์ เป็นของตัวเอง ?</title>
		<link>https://worathon.space/2019/05/08/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/05/08/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 May 2019 19:55:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[แวะถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1431</guid>

					<description><![CDATA[ทำไมต้องมีเว็บไซต์ เป็นของตัวเองอีกล่ะ ? ในเมื่อทุกวันนี้โปรไฟล์ของเราในแต่ละโซเชี่ยล ก็สามารถสร้างเสร็จได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาทีเองนะ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ท่ามกลางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คที่มีอยู่มากมาย ท่ามกลางยุคที่ใครๆก็ใช้ Line, Facebook, Twitter หรืออื่นๆอีก บลาๆๆ  ในวันที่โปรไฟล์ของเราในแต่ละโซเชี่ยล ก็สามารถสร้างเสร็จได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที  ในเมื่อทุกอย่างมันง่ายขนาดนี้แล้ว ทำไมต้องมีเว็บไซต์ เป็นของตัวเองอีกล่ะ ?</p>
<h2>ก็นั่นล่ะสิ ทุกอย่างมันสะดวกอยู่แล้วเนี่ย</h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ลองนึกเล่นๆว่า ถ้าวันนึง โซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ถูกธานอสดีดนิ้วให้สลายหายไป ปิ๊ง..  วันนั้นชีวิตจะเป็นยังไงบ้าง ขอเดาเล่นๆนะครับ ขั้นแรก เพื่อนกว่าค่อนชีวิตที่เคยเจอกันได้บนหน้าจอ หายไปอย่างเงียบกริบ , รูปหรือข้อความต่างๆที่เคยโพสต์ไว้ก็แว๊บหายไปด้วย ,ไหนจะเป็นเรื่องโปรไฟล์ ที่เคยสร้างสมมา ทุกอย่างหายไปไม่เหลืออะไรไว้ ราวกับว่าชิวิตออนไลน์ที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเท่านั้นเอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อีกทั้ง ในหลายๆแพลตฟอร์มของโซเชี่ยลมีเดีย ก็ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างอยู่แล้ว เช่น จะโพสต์ข้อความยาวๆ ก็ <strong>facebook</strong> / จะโพสต์ข้อความสั้นๆก็ <strong>Twitter</strong> / จะโพสต์ภาพก็ <strong>Instagram</strong> หรือ จะโพสต์วีดิโอ ก็ <strong>Youtube</strong> &#8230;. แล้วถ้าสมมุติว่า เรามีวีดิโอที่อยากจะโพสต์ประกอบกับข้อความยาวๆ หรือมีภาพที่อยากจะโพสต์ประกอบกับวีดิโอ เราจะต้องเลือกใช้แพลตฟอร์มไหนกันล่ะ ?</p>
<h2>สรุปว่าตอนนี้ไม่มีโซเชี่ยลมีเดียไหนที่ได้อย่างใจ ?</h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใช่ครับ เพราะความกังวลเกินเหตุ+ความเรื่องมากส่วนบุคล ทำให้ผมคิดว่า เราควรจะมีตัวตนที่แข็งแกร่งบางอย่าง อยู่บนโลกออนไลน์ ผมจึงได้ลองค้นหาวิธีไปต่างๆนาๆ จนได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า เว็บไซต์ นั่นเองครับ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากจะเล่าย้อนถึงต้นตอของเว็บไซต์ ตั้งแต่กำเนิดขึ้นด้วยอักษรเรียงซ้ำ 3 ตัว ที่เรียกว่า <span style="color: #cd8c51;"><a style="color: #cd8c51;" href="https://mindphp.com/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/73-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/2024-www--%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html">www. ( World Wide Web )</a></span> ว่าเป็นการสื่อสารเชิงเครือข่าย ด้วยระบบอินเทอร์เน็ต&#8230; ฯลฯ คุณคงนั่งหาว จนปัดบทความนี้ทิ้ง ก่อนที่จะเริ่มย่อหน้าต่อไปแน่ๆ  ผมจึงอยากจะบอกคอนเซ็ปต์สั้นๆให้คุณฟัง เกี่ยวกับการจัดตั้งเว็บไซต์ ดังนี้ครับ</p>
<h2>แล้วเว็บไซต์ คืออะไร (อธิบายอย่างง่ายซิ)</h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากเปรียบโลกออนไลน์เป็นพื้นที่ว่างเปล่าซักแห่ง การตั้งเว็บไซต์ ก็ไม่ต่างจากการจดบ้านเลขที่เป็นของตัวเอง ในบ้านหลังนี้เรามีสิทธิ์ที่จะใช้ทำอะไรก็ได้ ยกตัวอย่างการใช้งานยอดฮิตก็คือ ขายของ ( Market Place) รองลงมาก็เป็นโปรไฟล์ให้องค์กร ( Portfolios ) ถัดมาเป็นการใช้เพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องราวบางอย่าง ( Public Relation ) หรือประโยชน์ยิบย่อยสุด ก็คือการบันทึกเรื่องราวบางอย่างของตัวเองลงไป (Blog)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การจะใช้ชีวิตอยู่ที่บนบ้านที่เรียกว่าเว็บไซต์ จึงคงทนกว่าการนัดเจอที่บ้านเช่า (โซเชี่ยลมีเดีย) ที่ไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านเช่าจะมาปรับมาเปลี่ยนอะไรตอนไหนบ้าง นี่จึงเป้นจุดแข็งที่เว้บไซต์มีเหนือกว่าโซเชี่ยลมีเดียนั่นเองครับ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และตรงประโยชน์ยิบย่อยที่สามารถเล่าเรื่องราวบางอย่างนี่เอง ผมเลยพยายามจะหยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวผม  ใช่ครับ&#8230; ผมมีเรื่องราวที่อยากเล่า ผมมีประเด็นที่สนใจ และผมมีผลงานที่อยากเผยแพร่ โดยความต้องการทั้งหมดนี้ ไม่สามารถมัดรวมกันได้ในโซเชี่ยลมีเดียไหนซักแห่ง ผมจึงเรียบเรียง และ รวบรวม จนกลายเป็นเว็บไซต์ประเภทบล็อก (Blog)ที่ <span style="color: #cd8c51;"><a style="color: #cd8c51;" href="https://worathon.space">worathon.space</a> </span>นั่นเองครับ</p>
<h2>แล้ว Blog ที่ว่านี่ สร้างขึ้นเพราะมีจุดประสงค์อะไร ?</h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมเป็นคนนึง ที่เติบโตมาด้วยความฝันอันสะเปะสะปะ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หรือทำอะไรได้ดีกันแน่ จะพอคาดเดาได้อย่างเลือนราง ก็คือ ฝันใหญ่ๆ ผมอยากเป็นอาจารย์มหาลัยที่สอนด้านการสื่อสาร ฝันรองลงมาก็คืออยากเป็นนักคิดนักเขียน หรือถ้าจะไม่ถึงไหนผมก้มีฝันที่อยากเป็นเด็กปั๊มไว้รองรับอยู่เหมือนกัน (นอกเรื่องละ)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมอยากจะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตัวเองครับ ในทางนึง ผมก็อยากฝึกทำเว็บไซต์เอง อยากใช้ทักษะด้านกราฟิกดีไซน์ หรือความรู้เรื่อง SEO หรือเรื่องการแบรนดิ้ง มาใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วย จะว่าไปนี่ก็เป้นเหมือนสนามเด็กเล่นให้ผมทดลองทำโน่นนี่นั่นต่างๆนาๆ โดยไม่มีใครมาว่าเอาได้นั่นเองครับ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เพื่อตอบสนองความเพ้อฝัน ผมจึงอยากบันทึกเรื่องราวระหว่างเติบโตของผมลงไปในเว็บไซต์แห่งนี้ เพื่อเป็นหลักฐานบางอย่าง ว่าผมเคยมีชีวิตอยู่ และผมจะไม่หายไป แม้ในวันที่ คุณมาร์ค ซักเกอร์เบิก อยากปิดกิจการไปทำสวน ผมไม่รู้ และไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดัง หรือจะมีคนแห่มาอ่านกันเยอะแยะ ผมคิดแค่ว่า ถ้าการเติบโต และการใช้ชีวิตของเรา มีอะไรเป็นที่จดบันทึกไว้ ไม่ต่างกับไดอารี่ในที่สาธารณะบ้างก็คงจะดี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระหว่างนี้ ทุกทักษะที่เคยสั่งสม ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งอย่างที่ผมเชื่อว่ามันควรค่าแก่การบันทึก จะถูกบันทึกไว้ที่นี่ ขอบคุณผู้ที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณผู้ที่เลื่อนมาถึงตรงนี้ ผมไม่มีคำสวยหรูไหนจะบอกนอกจาก &#8220;ขอบคุณที่สนใจกัน&#8221; ขอบคุณครับ</p>
<h2>แล้วถ้าไม่อยากอ่านเว็บล่ะ ?</h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อ๋อ ถ้าไม่อยากอ่านจากเว็บ ติดตามแฟนเพจในเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า วรธน.สเปซ <a href="https://www.facebook.com/worathondotspace">(<span style="color: #cd8c51;">คลิกตรงนี้</span>)</a> ก็ได้</p>
<h2>ไม่สิ หมายถึงไม่อยากอ่านเลยน่ะ</h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&#8230;.. ถ้างั้นเสียใจด้วย เพราะคุณอ่านจบแล้วครับ 55555</p>
<p><a href="https://webring.wonderful.software#worathon.space" title="วงแหวนเว็บ"><br />
  <img decoding="async"
    alt="วงแหวนเว็บ"
    width="15"
    height="15"
    src="https://webring.wonderful.software/webring.black.svg"
  /><br />
</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/05/08/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันวาน และวัยเด็ก ของวรธน</title>
		<link>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Mar 2019 08:27:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[วันวาน]]></category>
		<category><![CDATA[วัยเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อดีต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1348</guid>

					<description><![CDATA[เป็นผมเองในวัย 21 ปี ที่กำลังนั่งร้องเพลงสารพัดสารเพที่นึกขึ้นได้ พร้อมๆกับระลึกความหลังปนๆกับนึกถึงปัจจุบันและอนาคต ที่ดูเหมือนว่าปัจจุบันของผมกำลังประสบความสำเร็จจากการหนีความวุ่นวาย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>“ ย่างเข้าเดื่อนห๊กก ฝนก็โต๊กก ฟึมฟัมมม ”</strong> เปิดเรื่องมาก็เพี้ยนทั้งเนื้อร้องและทำนองซะแบบนี้ ถ้าหากไปแข่ง The Voice คงได้อับอายขายขี้หน้า คนทั้งประเทศแน่นอน ด้วยเหตุที่รู้ว่ามันก็ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ผมเลยต้องมานั่งร้องเพลงให้ต้นไม้ใบหญ้าแถวบ้านได้ฟัง ระหว่างการตามหาฝัน และวันวาน ที่อยากจะเป็นนักร้องตั้งแต่สมัยเด็กไปพลางๆก่อน หวังว่าเสียงของผมจะไม่ได้มีผล ในการขัดขวางการเจริญเติบโตของพวกมันนะ ฮ่าๆๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผมเองในวัย 21 ปี ที่กำลังนั่งร้องเพลงสารพัดสารเพที่นึกขึ้นได้ พร้อมๆกับระลึกความหลัง ปนๆกับนึกถึงปัจจุบันและอนาคต ที่ดูเหมือนว่าปัจจุบันของผมกำลังประสบความสำเร็จจากการหนีความวุ่นวาย จากช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย กลับมาอยู่ในสถานที่ ที่เรียกว่า &#8221; บ้าน &#8221; ซึ่งไม่ใช่บ้านแบบธรรมดาที่หาได้ตามชานเมืองซะด้วยนะครับ มันอยู่ไกลออกไปจากชานเมืองเกือบร้อยกิโลโน่นแน่ะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใช่ครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอก บ้านนอกอย่างเต็มรูปแบบ บ้านนอกชนิดที่ว่า คุณไม่เชื่อแน่นอนว่ายังมีสถานที่ด้อยพัฒนาแบบนี้อยู่บนแผนที่ประเทศไทย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะรู้สึกอายมาก กับการที่จะบอกใครต่อใคร ว่าบ้านอยู่ที่ไหน หรือแม้แต่การเล่าว่า ช่วงชีวิตในวัยเด็กได้เติบโตมาอย่างไร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่พอได้เติบโตมา ชีวิตก็ค่อยๆสอนให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนหล่อหลอมให้เรากลายเป็นเรา ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรังเกียจวิถีชีวิต และถิ่นที่อยู่ของตัวเอง ในทางกลับกัน ผมกลับรู้สึกโชคดีในความเป็นคนบ้านนอกซะอีก รู้สึกโชคดีที่ยังมีกลิ่นไอความเป็นบ้านนอกของตัวเอง ให้ได้กลับไปซึมซับ มีเหตุผลให้อ้างในการกลับบ้าน ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักมาจากไหน หรือแม้แต่จะท้อแท้มาจากสถานที่ใด ก็ยังมีข้ออ้างให้ได้กลับบ้านนอกเพื่อพักแผลใจได้อยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตอนนี้ ผมนอนอยู่บนเสื่อผืนเดียวกับผืนที่เคยนอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สภาพก็เก่าไปตามกาลเวลา มีรูโหว่พอให้มดโผล่ขึ้นมากัดผมได้เป็นระยะๆ มองไปข้างๆ มีวิทยุ FM ยี่ห้อธานินทร์ 1 เครื่อง ที่บังเอิ๊ญบังเอิญ เปิดไปเจอเพลง <strong>“ รักครั้งแรก ของวงชาตรี ”</strong> ที่เคยฟังมาตั้งแต่สมัยประถม ทั้งๆที่เกิดไม่ทันยุคที่เพลงนี้ตอนยังดัง ซะด้วยซ้ำ ผมได้มาฟังเพลงนี้ครั้งแรกตอนดูหนังเรื่องแฟนฉัน จำได้ว่าดูตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นแผ่นวีซีดี หนังเรื่องเดียวยืมดูกันทั้งหมู่บ้าน บ้านไหนเปิดหนังก็ไปรวมหัวกันดูอยู่บ้านนั้น โดยปกติหนังที่เป็นแผ่นวีซีดี จะแบ่งเป็นสองแผ่น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีอยู่ช่วงนึงที่แผ่นสองหายไป ทำให้หงุดหงิดมากกับการเสียเนื้อหาของหนังไปครึ่งเรื่อง ตามหาคนทำผิดกันทั้งหมู่บ้านในละแวกนั้น ถึงขนาดเรียกกันมารวมตัว ที่ลานใต้ต้นมะม่วงซึ่งเป็นสถานที่ประลองลูกแก้ว เพื่อไต่สวนคนที่แฮ๊บแผ่นหนังไป แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่พบตัวผู้ร้าย เลยดูมันอยู่แค่แผ่นแรกแผ่นเดียว ที่เล่นค้างไว้ ตอนที่ไอ้เจี๊ยบไปโรงเรียนไม่ทันแล้วต้องให้พ่อขับมอเตอร์ไซค์ไปส่ง แค่นั้น แล้วตอนนั้นก็ดูกันจนแผ่นลายพล้อย เรียกได้ว่าหนังเรื่องนึงนี่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งกว่าหนังในโรงหนังสมัยนี้ซะอีก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นึกแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้นะ ยุคสมัยที่เรายังเป็นเด็ก ตอนที่เราไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะหาสิ่งที่ต้องการมาเติมเต็มให้ชีวิตไปได้ซะทั้งหมด เป็นช่วงเวลาที่มีอะไร เราก็ใช้กันแค่นั้น มีความสุขกับชีวิตแค่ตรงนั้น ไม่มีก็ไม่ได้สนใจอะไร สมัยนั้นความสุขสูงสุดคือการได้อยู่กับเพื่อน คือการตะลอนๆไปทั่วหมู่บ้าน ทำเรื่องที่พวกเราคิดว่าสนุก ไม่ว่าจะเป็นการแอบขโมยมะม่วงจากสวนของตาหนุ่ม แอบขโมยตกปลาที่สระของตาหมาน แอบเอาประทัดผูกติดธูปแล้วเอาไปเสียบไว้ข้างๆบ้านขิงยายลอหรือแม้แต่แอบจุดไฟเผาไร่อ้อยของใครต่อใครก็ไม่รู้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่น่าเสียดายตรงโดนจับได้ ดีนะที่เจ้าของไร่อ้อยเค้าไม่เอาเรื่อง เกือบได้เข้าคุกกันเป็นหมู่คณะตั้งแต่วัยเยาว์กันซะแล้ว จะว่าไปแล้วก็อดที่จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเปรตไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะแต่ละกิจกรรมที่ทำให้บันเทิงล้วนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเค้าทั้งนั้น แต่ก็เป็นเด็กนี่นะ คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยังคงปกป้องพวกเราจากคุกจากตารางได้อยู่เสมอนั่นแหละ ฮ่าๆๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมโตมาในยุคที่ก๋วยเตี๋ยวข้างโรงเรียนขายกันชามละ 5 บาท ถูกพอๆกับค่าครองชีพในสมัยนั้น จากการที่แม่ให้เงินไปโรงเรียนวันละ 5 บาท นั่นหมายความว่าถ้าวันไหนผมอยากกินก๋วยเตี๋ยว ผมก็ต้องอดใจไม่ซื้อขนมทั้งวัน เพื่อเอาเงินไปกินก๋วยเตี๋ยวในตอนเย็นก่อนที่จะปั่นจักรยานกลับบ้าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ระลึกตรัสรู้ขึ้นมาได้ว่า การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มันทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับการอดทนแค่ไหน “ก๋วยเตี่ยวเย็นตาโฟเส้นใหญ่ไม่ใส่น้ำสีแดงๆแล้วก็ใส่หมูเยอะๆ” ถึงแม้ชื่อเมนูจะทำให้ยายสำราญ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวปวดหัวอยู่ตลอด แต่นี่ก็เป็นเมนูที่ผมสั่งกินเป็นประจำในสมัยนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สมัยนั้นผมไม่ใช่เด็กหัวโปกที่เอาแต่ขโมยมะม่วงมาขว้างเล่นนะครับ อย่างถ้าวันไหนรู้ตัวว่าอยากมีตังใช้ ผมจะให้แม่ทำพริกเกลือให้เยอะๆ แบ่งใส่เป็นถุงเล็กๆ แล้วระหว่างทางที่ต้องปั่นจักรยานไปโรงเรียน จะมีสวนมะม่วงของตาหนุ่มเจ้าเดิม ผมก็จะแอบไปเด็ดมะม่วงของแกไปขายที่โรงเรียน พอเป็นเงินทุนทางการศึกษา โดยได้รับความช่วยเหลือจากไอ้แจ๊ค และไอ้แก๊ส ลูกพี่ลูกน้องของผมเอง มันสองคนจะคอยดูต้นทางให้ ความพิเศษในการทำงานนี้คือผมต้องคอยลุ้น ว่าวันไหนหมาของตาหนุ่มจะไม่เห่า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และจากการขโมยมะม่วงตาหนุ่มไปขายที่โรงเรียน ทำให้อิ่มหนำสำราญกันทั้งวัน เคยขายได้วันละตั้ง 50 บาท กินได้ทั้งก๋วยเตี๋ยวทั้งหวานเย็น กินแล้วยังเหลือตังค์ไปซื้อรูปลอกลายยันต์เสือเผ่น มาติดเล่นกันให้เต็มตัวอีก ไม่ใช่แค่มะม่วงนะครับ สิ่งที่ถ้าเรามองย้อนกลับไปแล้วคิดว่าไม่น่าจะขายได้ แต่มันดันขายได้ก็มี ยกตัวอย่างเช่น ดอกจำปี, ข้าวหลาม, ลูกหนามคม,ลูกหว้า(เก็บจากข้างทางอีกนั่นแหละ) เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นเจ้าสัวหัวธุรกิจกันตั้งแต่อนุบาลสอง กันเลยทีเดียว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 ระยะทางจากบ้านไปถึงโรงเรียนก็มีความยาวเกือบๆ 10 กิโล ที่แย่ก็คือทางทั้งเส้น เป็นทางลูกรัง ช่วงที่รถสิบล้อวิ่งเยอะๆนี่ สีเสื้อนักเรียนแทบจะเปลี่ยนสีเป็นเสื้อลูกเสือ ฝุ่นเกรอะกรังเกาะเต็มตัว แล้วแย่กว่าทางลูกรังคืออะไรรู้มั้ย คือบ้านยายสำราญที่ขายก๋วยเตี๋ยวนี่แหละ ปกติแกจะไปเปิดร้านข้างโรงเรียน แล้วบ้านของแกก็จะไม่มีคนเฝ้า แกเลยเลี้ยงหมาล็อตไวเลอร์ไว้แก้เหงาถึง 4 ตัว แต่หมาของแกดูจะไม่เป็นมิตรกับคนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาตรงหน้าบ้านแกซักเท่าไหร่ เป็นเรื่องตื่นเต้นของผมในทุกๆวันเช่นกันที่ต้องลุ้นว่าจะปั่นจักรยานเงียบพอที่จะไม่ให้หมายายสำราญตื่นได้มั้ย มีอยู่วันนึงหลังจากที่ขโมยมะม่วงเสร็จ (ยังวนเวียนอยู่กับการขโมยมะม่วง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไอ้แก๊สกับไอ้แจ๊คมันปั่นจักรยานหนีผม แล้วตอนนั้นผมอนุบาลสอง จักรยานคันเล็กที่สุดในแก๊งค์เลย ถือมะม่วงห้อยมาอีกสองถุงใหญ่ แล้วโซ่เจ้ากรรมก็ดันมาหลุดจังหวะที่ผ่านหน้าบ้านยายสำราญพอดีอีก ได้ยินเสียงเห่ามาแต่ไกล ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนร้องไห้รอรับชะตากรรมจากหมาล็อตไวเลอร์ 4 ตัวนั่น แต่ละตัวนี่สูงพอๆกับผมในตอนนั้นเลย แต่ก็ดูเหมือนจะโชคดีตรงที่มีผู้ใหญ่คนนึงขับรถผ่านมาเห็นพอดี เค้าเลยไล่หมาให้ ผู้ใหญ่คนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็ตาหนุ่มเจ้าของสวนมะม่วงนั่นแหละ แกคงพึ่งไปส่งลูกแกที่โรงเรียนมาแล้วกำลังกลับบ้านพอดี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมในตอนนั้นยืนร้องไห้กำถุงมะม่วงอยู่ก็ได้แต่รู้สึกขอบคุณและตื้นตันใจ (ตาหนุ่มไม่รู้ว่าผมไปขโมยมะม่วงแกมา 555) ผมใส่โซ่จักรยานเสร็จแล้วรีบปั่นจักรยานไปโรงเรียน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ขโมยมะม่วงตาหนุ่มอีกเลย แล้วก็ไม่เล่นกับไอ้แจ็คและไอ้แก๊สไปเป็นอาทิตย์เลยเหมือนกัน ผมโกรธมันมาก มันมาง้อด้วยการชวนไปเล่นเกมส์เศรษฐี (ไม่ใช่เล่นกันในโทรศัพท์สมัยนี้นะ) เป็นเป็นเกมกระดาษที่ใช่ลูกเต๋ากับตัวหมากในการเดินเกมส์ เล่นได้ทีละหลายคน สมัยนั้นนี่ฮิตมากกก ใครมีเกมส์นี้นี่คือโคตรเท่ เลยทำให้ความตึงเครียดระหว่างชาวแก๊งค์ลดลงไปได้ แล้วกลับมาเล่นกันเหมือนเดิม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ได้มีแต่มุมแก่นๆซนๆนะ มุมน่ารักก็มีเหมือนกัน สมัยนั้นก็มีอารมณ์ป๊อบปี้เลิฟเหมือนกันนะ แต่ขอไม่เอ่ยชื่อถึงเด็กหญิงคนนั้นดีกว่า ผมเชื่อว่ามันต้องมาอ่านแน่ๆ 555 มันป๊อปปี้เลิฟมากพอให้เด็กผู้ชายที่เอาแต่ขโมยมะม่วง มาฝึกวาดรูปผู้หญิงและชุดผู้หญิง เพื่อเอาไปตัดเป็นตัวๆตุ๊กตาที่เปลี่ยนชุดได้ เหมือนชุดตุ๊กตาที่แถมมากับขนมจาจา แถมความป๊อบปี้เลิฟยังทำให้เราต้องเล่นพ่อแม่ลูก อยู่บ่อยๆ เพื่อนๆในวัยอนุบาลมักจะคิดว่าผมเป็นตุ๊ดเพราะดูจากแต่ละอย่างที่ผมเล่น แล้วก็ชอบมาขลุกอยู่กับพวกเด็กผู้หญิง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในตอนนั้น ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการจีบคืออะไร รู้แค่ว่าการเอามะม่วงมาฝากคนคนนึงแล้วเค้ากินให้เราเห็นต่อหน้านี่มันมีความสุขโคตรๆเลย หรือถ้าวันไหน แม่เผาข้าวหลามก็หอบข้าวหลามปั่นจักรยานฝ่าฝูงหมามาให้ นึกแล้วก็ตลกทำไมสมัยนั้นถึงเป็นพ่อบุญทุ่มได้ขนาดนั้น เคยถึงขนาดมีฉากทีเผลอเอามือมากุมกันแล้วสะดุ้งทั้งคู่อย่างกับในละครหลังข่าว จะว่าไป เรานี่ก็เป็นเด็กแก่แดดพอสมควร คนนึงเลยเหมือนกันนะเนี่ย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันคืนอันหอมหวาน ก็ค่อยๆผ่านไปตามเวลาของมัน น่าแปลกอยู่อย่างนึงที่ตอนนั้นเราไม่รู้สึกว่ามันช้าหรือว่าเร็วจนเกินไปเลย อาจเป็นเหมือนคำที่แชร์กันในเฟสบุ๊คว่า “อยากย้อนกลับไปตอนที่เป็นเด็ก เพราะว่าเจ็บที่สุดก็แค่ตอนที่หกล้ม” ช่วงเวลาที่ไม่มีความทุกข์เข้ามาเจือปน ไม่ต้องคิดถึงอดีต ไม่ต้องกังวลกับอนาคต คงจะเป็นรูปแบบชีวิตที่คนสมัยนี้กำลังใฝ่หากันละมั้ง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมได้รู้จักความทุกข์ใจครั้งแรก ก็คือวันที่ไอ้แก๊สจมน้ำตาย ต่อด้วยไอ้แจ๊คเรียนจบ ป.6 เหลือผมคนเดียวที่ต้องปั่นจักรยานไปโรงเรียน ผมรับรู้ได้ถึงความโดดเดี่ยวระดับย่อมๆ แล้วก็เริ่มกลัวความตาย อีกทั้งยังเริ่มคิดว่าเรียนจบ ป.6 ไปแล้วจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป ถ้ามีใครซักคนมาถามว่าชีวิตของผมเริ่มไม่สนุกช่วงไหน ก็คงจะเป็นตั้งแต่ ป.4 นั่นแหละ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่เริ่มมีความคิดแบบนั้นตั้งแต่วัยที่ยังไม่ควรจะมีความคิดแบบนั้นเลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน เพลงรักครั้งแรกของวงชาตรีก็จบไปแล้ว คลื่นวิทยุก็เปลี่ยนช่วงมาเป็นเพลงสมัยนี้ ซึ่งกำลังเปิดเพลงมหาลัยวัวชน มดก็รอด รูเสื่อขึ้นมากัดซะจนได้อีก โถ่.. สะบั้นอารมณ์มาก นี่เผลอนั่งพิมพ์แปปเดียว เปลี่ยนมาได้ขนาดนี้แล้วก็รู้สึกว่าเขียนมาเยอะแล้ว ยังหาสาระอะไรให้ผู้อ่านไม่ได้เลย ที่เขียนมานีก็เป็นการระบายความคิด โชว์ความแก่ให้เด็กๆมันดูทั้งนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในตอนนี้ดูเหมือนว่าปัจจุบันกำลังเรียกร้องให้ต้องกลับไปรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะแม่โทรมาตามให้กลับบ้านซะแล้ว แต่จะว่าไป นานๆทีได้กลับมาในสถานที่ ที่เคยวิ่งเล่นในวัยเด็ก แล้วได้มานั่งนึกถึงความเป็นมาของเรา มันก็ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าจากปัจจุบันได้เหมือนกันนะ จากที่เพลงรักครั้งแรกของวงชาตรีดังขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จนถึงตอนนี้ ผมได้หลุดไปในห้วงของ วันวาน ผมยิ้มตลอดเวลาที่กำลังพิมพ์ มีอีกหลายเรื่องที่จำได้แต่เรียบเรียงออกมาไม่ได้ เกรงว่าจะยืดเยื้อเกินไป เพราะรู้สึกว่าเรื่องราวของเราไม่ได้จำเป็นต่อการก้าวไปข้างหน้าของมวลมนุษยชาติขนาดนั้น เลยเขียนลงไปแค่พอที่จะเขียนได้ และผมก็เชื่อนะว่าทุกคนก็ต้องมีเรื่องราวอะไรทำนองนี้กันทั้งนั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้าไม่เชื่อคุณลองนึกย้อนกลับไปสิ นึกดูว่าสมัยที่คุณรุ่นราวคราวเดียวกับที่ผมเล่าน่ะ คุณกำลังทำอะไรอยู่ ก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านคุณชามละ 5 บาท เหมือนผมรึเปล่า ไม่แน่ว่าความทรงจำในวัยนั้นอาจจะทำให้คุณ หายเหนื่อยล้าจากอะไรต่อมิอะไรต่างๆนาๆที่คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยกับมันอยู่ในตอนนี้ก็ได้ ตอนนี้ผมคงต้องกลับแล้ว เดี๋ยวก่อนเข้าบ้าน จะแวะไปดูสวนมะม่วงของตาหนุ่มซักหน่อย 55555555 (หัวเราะชั่วร้าย)</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อกหักมันอธิบายยากจริงหรือ? ทฤษฏี  Grief Cycle ตอบได้</title>
		<link>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81-grief-cycle/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81-grief-cycle/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Mar 2019 08:07:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<category><![CDATA[แวะถาม]]></category>
		<category><![CDATA[อกหัก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1341</guid>

					<description><![CDATA[เป็นเรื่องน่าฉุกคิดว่าทำไมอาการอกหักกับเพลงอกหัก ถึงเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ดั่งเช่นภาพในอุดมคติ ที่ว่า อกหักแล้วต้องเดินทำเอ็มวีกลางสายฝน ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #d68a46;">ชีวิตช่วงไหน ที่งี่เง่า ไร้สาระ และ อธิบายยาก ที่สุด ?</span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;‘ อกหักละมั้ง ‘  ฟังเผินๆแล้ว อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุด แต่ก็เดาได้ว่าถ้าหากมีการจัดอันดับความงี่เง่าในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต อาการอกหักก็คงจะติดชาร์ท 1 ใน 3 แน่นอน &#8211; ทำไมน่ะหรือ ? ก็เวลาอกหักแล้วมันเหมือนเสียศูนย์ละสิ จะมีเวลาไหนอีกที่ร่างกายถูกใช้เป็นร่างทรงของความเศร้าได้เท่านี้อีก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นี่คือช่วงเวลาที่ต้องใช้น้ำตาล้างหน้า สวมใส่เสื้อผ้าที่เรียกว่าความปวดร้าว ไม่รู้เช้ารู้ดึกเพราะเก็บตัวตลอดเวลา กินเบียร์/เหล้า/ยา แทนน้ำเปล่า อาการเช่นนี้คงไม่พบในคนที่มีจิตใจปกติแน่ๆ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเดินฟูมฟายในสายฝน ,กรีดแขน ทำร้ายตัวเองต่างๆนาๆ , เศร้าซึมจนต้องอาศัยยานอนหลับหรือเบียร์แรงๆเพื่อให้ผ่านพ้นแต่ละคืนไปได้ ,โกรธเกรี้ยวจนอยากจะวิ่งไปชกหน้ากับคู่กรณี  ,ตัดผมทิ้ง เพราะหวังว่าจะเป็นหมุดหมายในการเริ่มชีวิตใหม่  อาการเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในเอ็มวีของเพลงอกหัก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากแต่ในชีวิตจริงก็พบเจอเรื่องราวแบบนี้ได้บ่อยๆจากข่าว เรื่องลือ พฤติกรรมของเพื่อน หรือแม้แต่ความรู้สึกของตัวเองในวันที่ต้องผิดหวังกับความรัก พฤติกรรมเหล่านี้มีที่มา หาแก่นสารได้ และไม่ไร้สาระไปซะทั้งหมด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรื่องเหล่านี้อธิบายได้ ด้วยทฤษฏี  <a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/tstj/article/download/17187/15491/"><strong>Grief Cycle</strong></a> ของ Kubler-Ross ซึ่งเป็นทฤษฏีที่อธิบาย วงจรชีวิตของความผิดหวัง ด้วยการแบ่งลำดับ และแยกประเภทออกเป็นประเด็นใหญ่ๆ 5 ระยะ ที่การันตีได้ ว่าทุกคนต้องวนเวียนอยู่ในภาวะเหล่านี้ จนกว่าจะกลับมามีศูนย์ถ่วงตามเดิม</p>
<h2 style="text-align: center;">          อธิบายความผิดหวังผ่านทฤษฏี <a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/tstj/article/download/17187/15491/"><strong>Grief Cycle</strong></a></h2>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-1600 size-full" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/111.png" alt="การไม่ยอมรับ grief cycle" width="888" height="499" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/111.png 888w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/111-300x169.png 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/111-768x432.png 768w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/111-585x329.png 585w" sizes="(max-width: 888px) 100vw, 888px" /></p>
<p><span style="color: #d68a46;"><strong>ระยะที่ 1: การไม่ยอมรับ (Denial)</strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นระยะที่มีความรู้สึกหลายรูปแบบ มีความสับสน รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย ในระยะนี้ประกอบไปด้วย การไม่ยอมรับ และความตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไปต่อไม่ถูกเพราะจมกับความงุนงงสุดขีด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1601" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/2.png" alt="ความโกรธ grief cycle" width="888" height="499" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/2.png 888w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/2-300x169.png 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/2-768x432.png 768w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/2-585x329.png 585w" sizes="auto, (max-width: 888px) 100vw, 888px" /></p>
<p><span style="color: #d68a46;"><strong>ระยะที่ 2: ความโกรธ (Anger)</strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เข้าสู่ความโกรธเกรี้ยวต่อผู้ที่เป็นสาเหตุให้เราผิดหวัง เป็นระยะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการฟื้นฟูจิตใจ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้ ควรเต็มใจ และปลดปล่อยจิตใจให้แสดงความโกรธ โดยไม่พยามปิดกั้นไว้ ยิ่งรู้สึกมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งระบายความเจ็บปวดออกจากจิตใจได้มากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1602" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/3.png" alt="ลดคุณค่าของตนเอง  grief cycle" width="888" height="499" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/3.png 888w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/3-300x169.png 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/3-768x432.png 768w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/3-585x329.png 585w" sizes="auto, (max-width: 888px) 100vw, 888px" /></p>
<p><span style="color: #d68a46;"><strong>ระยะที่ 3: การมีความคิดลดคุณค่าของตนเอง (Bargaining)</strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นช่วงเวลาที่นึกย้อนกลับไปเพื่อหาความผิดของตัวเอง โดยผู้ที่อยู่ในระยะนี้ จะมีแต่คำว่า “ถ้าหากว่า &#8230;” อยู่ในหัว และจะกล่าวโทษตัวเอง พยายามขอโอกาสในการแก้ไขความผิดนั้น อยากทำทุกอย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์กลับมาดังเดิม ความสนใจทั้งหมดจะอยู่ที่การยอมแพ้ และ ขอแก้ตัวใหม่ จึงทำให้ความเศร้าโศกนั้น เข้าไปสู่จิตใจอย่างลึกซึ้ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1603" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/4.png" alt="การซึมเศร้า  grief cycle" width="888" height="499" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/4.png 888w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/4-300x169.png 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/4-768x432.png 768w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/4-585x329.png 585w" sizes="auto, (max-width: 888px) 100vw, 888px" /></p>
<p><span style="color: #d68a46;"><strong>ระยะที่ 4: การซึมเศร้า (Depression)</strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผลต่อเนื่องจากระยะที่ 3 การมีความคิดในเชิงลดคุณค่าของตนเอง (Bargaining)  ในช่วงการซึมเศร้า ผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะรู้สึกว่าความทุกข์จะอยู่ไปตลอดกาล พ่ายแพ้ต่อทุกสิ่งอย่าง แม้แต่ตัวเอง และจะสูญเสียการควบคุมทั้งอารมณ์ และร่างกายของตนเอง จนอาจนำไปสู่การคิดสั้นได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1604" src="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/5.png" alt="ยอมรับ grief cycle" width="888" height="499" srcset="https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/5.png 888w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/5-300x169.png 300w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/5-768x432.png 768w, https://worathon.space/wp-content/uploads/2019/03/5-585x329.png 585w" sizes="auto, (max-width: 888px) 100vw, 888px" /></p>
<p><span style="color: #d68a46;"><strong>ระยะที่ 5: ยอมรับ (Acceptance)</strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นระยะของการตื่นรู้ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริง และพยายามใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ในระยะนี้จะไม่มีความโมโห และโกรธ หรือจมอยู่ในความซึมเศร้าเหมือนที่ผ่านมา จะหันมาดูเเลตนเอง ฟังในสิ่งที่ตนเองต้องการมากขึ้น และสามารถใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่มีความเศร้าโศกได้ ถ้าไม่ย้อนกลับไปยังระยะเดิมที่ผ่านมาอีก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเศร้าโศกจากความรักในแต่ละระยะนั้น ไม่จำเป็นที่ต้องเรียงตามลำดับ  มนุษย์สามารถตกอยู่ในระยะใดระยะหนึ่ง แล้วก้าวไปสู่อีกระยะ หรือ อาจวนกลับมาที่จุดเดิมก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับทัศนคติ และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป</p>
<p><center></center></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #d68a46;">. . . . . . . .</span></h2>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แม้ทฤษฎี <strong>Grief Cycle</strong> จะเร้าให้เรามีความเห็นร่วมได้ แต่โดยร่วมก็ไม่มีประโยชน์นักหากจะนำมาใช้แก้ปัญหา หากแต่จะเป็นทฤษฏีที่ทำให้เราเข้าใจ ว่าเรายืนอยู่ตรงไหนบนแผนที่ของความผิดหวัง ถึงจะไม่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน แต่อย่างน้อย ก็ทำให้รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน และไม่หลงทางไปกับบางระยะที่ทำร้ายเราด้วยการครอบงำให้เราเชื่อว่าความทุกข์นี้จะอยู่กับเราตลอดไป</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ระยะของการตื่นรู้จะมาถึงเสมอ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอเป็นกำลังใจ และขอให้ทุกคนรู้ไว้ว่าความผิดหวัง หรือการอกหักในครั้งนี้ คือการเดินทาง ชีวิตมีระยะต่อไปให้เหยียบย่างอยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในช่วงเวลานี้ <a href="https://worathon.space/2019/07/04/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a/"><strong>ชีวิตที่มีเพลงประกอบ</strong></a> อาจช่วยฉาบให้ความปวดร้าวเป็นเรื่องที่งดงาม ขอให้ดื่มด่ำ และ สุนทรีย์ไปกับความผิดหวังจากความรักนะครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="color: #d68a46;">อ้างอิง</span></p>
<p>https://www.tci-thaijo.org/index.php/tstj/article/download/17187/15491/</p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/03/14/%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81-grief-cycle/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รถไฟ และ การเดินทาง ของวรธน</title>
		<link>https://worathon.space/2019/02/08/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://worathon.space/2019/02/08/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรธน .สเปซ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Feb 2019 03:08:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วาบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเรียบเรียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://worathon.space/?p=1281</guid>

					<description><![CDATA[ความคิด และจินตนาการของผม เริ่มทำงานทันที ที่เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้น ผมได้แต่คิดแล้วก็ตื่นเต้นกับการเดินทางที่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้แม้แต่นิดเดียว รู้เพียงแค่ว่าต้องขึ้นรถไฟฟรี ไปลงที่ กทม.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 24px;">  <strong>&#8221; ปู๊น ปู๊นนน ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉัก &#8221; ได้ยินเสียงนี้ในแว๊บแรก ทำให้นึกถึงแบบเรียนภาษาไทยตอนสมัย ป.1 เรื่อง ตา &#8211; มา &#8211; รถไฟ </strong></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความคิด และ จินตนาการของผม เริ่มทำงานทันที ที่เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้น ผมได้แต่คิด แล้วก็ตื่นเต้นกับการเดินทาง ที่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้แม้แต่นิดเดียว รู้เพียงแค่ว่าต้องขึ้นรถไฟฟรี ไปลงที่ กทม. เสียงล้อของรถไฟที่กระทบกับราง บวกกับ สายลมที่พัดมากระแทกหน้าเป็นระลอก ปลุกให้ผมตื่นตัว ได้ตลอดทุกวินาที ราวกับว่าการที่ผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาก่อนหน้านี้ ไม่มีผลทำให้ผมงัวเงียเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รถไฟวิ่งไปข้างหน้า ผ่านสถานที่ต่างๆ สถานีแล้ว สถานีเล่า บ้างก็จอด บ้างก็ไม่จอด แต่ทุกๆครั้งที่รถไฟจอด จะมี 2 สิ่ง ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย นั่นคือ จะมีใครขึ้นมา หรือ จะมีใครลงไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร รถไฟก็ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าบนทางเส้นตรง และ ความเร็วที่คงที่ ไม่มีคดโกงเหมือนรัฐบาลบางชุด ( เลี่ยงเรื่องการเมืองดีกว่าเนาะ )</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทัศนียภาพสองข้างทางรถไฟนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นป่า เป็นทุ่งนา หรือไม่ ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นเขตเกษตรกรรม เพราะ ไม่ค่อยจะมีตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ ผู้คน ให้ได้มอง ได้ตื่นตาตื่นใจ ซักเท่าไรนัก &#8230; ก็แหง๋หละ เสียงรถไฟครึ่มครั่ม ครึ่มครั่ม แบบนี้ ถ้าเอาไปสร้างตัดผ่านหมู่บ้าน การรถไฟไทยคงได้โดนด่ายับ เป็นแน่แท้ หรือ ถ้าจะสร้างเป็นรางเดียวรางคู่ ความเร็วสูง เสียงเงียบกริบตามที่เป็นข่าวการเมืองนั่นก็ว่าไปอย่าง ( แตะการเมืองอีกละ พอๆๆ )</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ในทัศนียภาพสองข้างทางที่เวิ้งว้างนั้น ก็ได้ถูกทดแทนด้วยมิตรภาพจากเพื่อนร่วมทางผู้แปลกหน้า (หรือบางคนก็หน้าแปลก) แปลกในที่นี้ก็คือ ถ้าไม่แปลกด้วยบุคลิก ก็แปลกด้วยพฤติกรรม ซึ่งในความแปลกและความแตกต่างนี้ ก็สร้างสีสันให้ผมได้คิด ได้ขบขัน ระหว่างการเดินทางได้ไม่น้อย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รถไฟ ถือเป็นยานพาหนะประหลาด ที่มีเบาะผู้โดยสารหันเข้าหากัน การเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประหนึ่ง นักมวยบนเวที ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีเรื่องโกรธแค้นกันมาก่อน แต่เมื่อระฆังดังขึ้น เกมส์เริ่ม ก็ต้องชก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป๊งงงง !! เสียงระฆังดังขึ้นยกแรกของการชกทางจิตวิทยาของผมก็เริ่มขึ้น เมื่อมีเพื่อนร่วมทางคนแรกนั่งลงที่เบาะตรงข้ามของผม การสนทนาและมิตรภาพ อาจเกิดขึ้น หรือ ไม่เกิดขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ ความสบายใจ และ ความกล้าในการกล้าทักทายของทั้งสองฝ่าย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แน่นอนว่า การที่ต้องนั่งสบตากับคนที่ดูไม่ญาติดีกับเราเอาซะเลย ทำให้เราอึดอัด ไอ้เราจะคุยด้วยก็กลัวจะโดนชักปืนออกมายิง ถ้าใส่หมวกโม่งนี่พี่คือโจรในเครื่องแบบชัดๆเลยนะเนี่ย นี่ทำรู้สึกให้อึดอัดยิ่งกว่าการอึไม่ออกซะอีกครับ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมได้แต่ภาวนาให้นี่เป็นความซวยระยะสั้น ที่ผ่านมาแล้วรีบผ่านไป หรือไม่ก็ ให้ถึงจุดหมายของเพื่อนร่วมทางคนนี้เร็วๆซักที มีเพื่อนร่วมทางแบบนี้ นั่งเงียบๆฟังเสียงล้อรถไฟอยู่คนเดียวซะดีกว่า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่เพื่อนร่วมทางบางคนก็ทำให้บางช่วงบางตอนของการเดินทาง ไม่ว่างเปล่า มีคำถามและเรื่องเล่า แลกเปลี่ยนกับเราอยู่เสมอ แม้จะต่างเพศ ต่างวัย ต่างที่มา การพูดคุยกัน ก็ลดช่องว่างของความแปลกหน้าได้เป็นอย่างดี บางทีก็ไม่เข้าใจ ว่ากับใครบางคนทำไมถึงเข้ากันได้ง๊ายง่าย โดยไม่ต้องพยายาม ในขณะที่กับบางคน อยากเข้ากับเค้าแค่ไหนก็ทำไม่ได้ซักที</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีคำเชยๆคำนึงที่บอกว่า <em>&#8220;อย่าตัดสินคนที่ภายนอก &#8220;</em> ผมทำเป็นแกล้งเข้าใจมันมาตลอด แล้วพึ่งมาเข้าใจแบบลึกซึ้ง ด้วยสถานการณ์ง่ายๆ ไม่ต้องจ่ายตังซักบาท เหมือนอีกคำเชยๆคำนึงที่บอกว่า<em>&#8220;บทเรียนที่ดีมักมีราคาแพง&#8221;</em> เอาวันนี้นี่เอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ชีวิตในบางบริบท ก็คงไม่ต่างอะไรกับรถไฟหรอกมั้ง ผมติ๊ต่างเอาแบบนั้นนะ อุปมาเอาเองว่าชีวิตกับรถไฟ มีความคล้ายกันตรงที่ มันเอาแต่เคลื่อนไปข้างหน้า และ ไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการเอาซะเลย การวิ่งไปข้างหน้านั้น ในบางสถานีเราอยากให้จอดมันก็ไม่จอด บางสถานีไม่มีคนขึ้นซักคนไม่น่าจอดมันก็จอด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ก็คงเหมือนช่วงชีวิตที่มีทั้งช่วงที่ไหลรื่น และ ช่วงที่หยุดชะงัก อยากพักก็ต้องไป อยากไปก็ต้องพัก ไหนจะเรื่องเพื่อนร่วมทางที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา บ้างก็ทำให้ยิ้มให้สดใส บ้างก็ไม่รู้ว่าเข้ามาทำไม แค่อยู่ใกล้ๆไม่ต้องพูดอะไรก็ทำให้เราหงุดหงิด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะไม่ว่าแต่ละคนจะเป็นยังไง สุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีจุดหมายปลายทางในใจ จะเร็วจะช้า สุดท้ายแล้วเดี๋ยวเขาก็ต้องไป สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกันบนรถไฟ ก็ถือว่าเป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นชั่วครู่เท่านั้นเอง เราอาจจะกลายเป็นความทรงจำที่ชวนหงุดหงิดของใครอีกคน หรืออาจจะไม่มีตัวตนในความทรงจำของอีกคนที่เราคุยกับเค้ามาตลอดทางเลยก็ได้</p>
<blockquote>
<h5><span style="color: #bf7d13; font-size: 24px;"> ไม่มีกฏตายตัว เหมือน Instagram<br />
ว่าถ้าฟอลมา แล้วจะฟอลกลับ ยิ้มมาแล้วยิ้มกลับ<br />
ความสัมพันธ์ของมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้น</span></h5>
</blockquote>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะไปหาความแน่นอนอะไรกับชีวิต ขนาดว่าเรารู้สึกหิวอยากกินไส้กรอกบนรถไฟแต่ถ้ามีคนถือไก่ย่างมาขาย เราก็ต้องซื้อมากินเอาตัวรอดไว้ก่อน ใครจะไปรู้ล่ะว่าไส้กรอกจะมีขายอยู่จริงมั้ย อะไรที่ทำให้เอาตัวรอดได้ก็ต้องทำ นั่นแหละเนาะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บนเส้นทางของชีวิตที่เอาแต่เคลื่อนไปข้างหน้า บนระยะเวลาที่หาความแน่นอนไม่ได้ แถมยังไม่รู้ซะด้วยซ้ำ ว่าจุดหมายปลายทาง หรือ สถานีสุดท้ายของเราคือที่ไหน จะไปถึงเมื่อไหร่ หรือแย่สุดคือ จะไปถึงรึเปล่าก็ไม่รู้เลย นี่แค่คิดเฉยๆ ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ปัดถ่อววว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สิ่งที่เราพอจะทำได้ระหว่างนี้ก็คงจะเป็นการค่อยๆคิด ค่อยๆทำความเข้าใจกับทั้งตัวเอง และสภาพแวดล้อมรอบข้าง มองทุกอย่างให้คล้ายกับการเดินทางด้วยรถไฟ ในเมื่อจุดหมายยังไม่ชัดเจน ก็ขอเพลิดเพลินไปกับวิวข้างทางไปก่อนละกัน วันเวลา และ เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามา คงจะบอกเราเองว่า ความเป็นมา และความเป็นอยู่ของเรานั้น จะส่งผลกับความเป็นไป ของชีวิตเราอย่างไร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตอนนี้ผมเดินทางมาสุดสถานีแล้ว มาไกลที่สุดเท่าที่ รถไฟไทยตั้งแต่สมัย ร.๕ เก่าหงำหงึก แต่รัฐบาลก็ยังไม่เปลี่ยนซักที ( แน่ะ ยังจะวนกลับมาอีก ) มีแรงพอจะพาผมมาถึงจุดหมายได้ แต่การเดินทางก็ใช่ว่าจะจบลง ยังมีอีกหลายสถานที่ และการเดินทางอีกหลายรูปแบบที่รอผมอยู่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปว่าผมจะได้เรียนรู้ชีวิตจากยานพาหนะประเภทไหนอีก ไม่แน่ว่าผมอาจจะถึงที่หมายถัดไปด้วยการซ้อนท้ายรถซาเล้ง ก็.. เป็นน &#8230; ได้ &#8230;.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://worathon.space/2019/02/08/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
