เขียนถึงการกลับมาเขียน : สดุดี “ปิ่นพงศ์”

          ดึกดื่นคืนนึง ผมได้รับการแจ้งเตือนในแอพ Messenger จาก “ไอ้ปิ่น” เพื่อนสมัยมหาลัยที่ไม่ได้คุยกันมาซักพักใหญ่ ๆ โดยในข้อความนั้นเป็นการถามไถ่ถึงเว็บไซต์ worathon.space ที่ปิดร้างไป อาจจะเพราะด้วยความที่ไม่มีเรื่องจะเขียน หมดไฟ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมได้ปิดมันไปแบบที่คิดมาแล้วเป็นอย่างดี เอาเข้าจริง ๆ ผมก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าตัวเองยังมีเว็บไซต์ และได้ปิดมันไปกับมือ

          การทักมา และ บทสนทนาของปิ่น ค่อย ๆ ขุดคุ้ยอารมณ์ความสนุก และความตั้งใจของผมทีละนิด ถึงแม้ว่าในการสนทนานั้นจะไม่ได้มีการเชียร์หรือบังคับให้ผมต้องกลับมาเปิดเว็บ นอกจากนั้นบทสนทนายังพาเราออกไปสู่เนื้อหาเชิงเทคนิคที่ผมเองก็ไม่ได้มีความเข้าใจมากมายนัก แต่ไม่รู้ว่าทำไม คุย ๆ ไปแล้วใจมันขึ้น หลังจากการคุยกับไอ้ปิ่นได้ไม่นาน เว็บไซต์ของผม กลับมาเปิดทำการอีกครั้ง และสิ่งที่กลับมาพร้อม ๆ กันนั้น ก็คือ พลัง ไฟ และจิตใจที่อยากจะเขียนอีกด้วย

          ผมพอจะจำได้ลาง ๆ ว่าความรู้สึกตอนที่จะหยุดเผยแพร่เว็บของผมก็คือ “การรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้สลักสำคัญอะไร” ผมคิดว่าคงไม่มีใครสนใจในสิ่งที่เราเขียนขนาดนั้น หรือต่อให้จะมีคนสนใจจริง ๆ สิ่งที่เราเขียนก็ช่างไร้ค่าและไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อผู้อื่น นั่นน่าจะเป็นวูบสุดท้ายที่รู้สึกได้ก่อนที่จะกด Pause เว็บของตัวเอง และเหลือไว้เพียงป้ายบอกลา และคำกล่าวยอมแพ้อย่างเป็นทางการ

          ผมปล่อยเว็บนั้นไว้ด้วยความรู้สึกหม่น ๆ จนเวลาผ่านไปหลายเดือน กระทั่งการทักมาของปิ่น ทำให้ผมเข้าใจว่าที่สุดแล้ว คนเราอาจไม่ได้ไร้ตัวตนขนาดนั้น และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลแบบใดก็ตาม ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะยังมีผู้คนที่สนใจเราอยู่บ้าง และไอ้การที่เราสำนึกได้ว่าตัวเราไม่สลักสำคัญอะไรนี่แหละ เป็นเหตุผลให้เราต้องสลักเอาไว้ให้โลกรู้ ว่าการมีอยู่ของเรานั้นมันมีความสำคัญ หรือถ้าจะไม่สำคัญ ก็สลักเอาไว้ว่าครั้งนึงโลกใบนี้เคยมีคนอย่างเราอยู่ ผ่านร่องรอยความคิดในรูปแบบของ “การเขียน” ซึ่งจะเกิดขึ้นในบทความถัด ๆ ไปของเว็บไซต์นี้ครับ

          บทความนี้ ผมขอเขียนขึ้นเพื่อสดุดีแด่ ไอ้ปิ่น ผู้ซึ่งเข้ามาเขี่ยคุ้ยกองขี้เถ้าให้กลายเป็นไฟลุกโชนขึ้นมาในช่วงจังหวะเวลาที่ไฟในการเขียนของผมซบเซาที่สุด ผมขอทึกทักเอาเองว่าผมค่อนข้างสนิทกับมัน เพราะนับว่าเป็นเพื่อนที่คุยกันได้หลายเรื่อง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เรายังคุยกันอยู่ แม้จะไม่ค่อยมีเหตุอะไรให้คุยกันแล้วก็ตาม สำหรับผมนั้น การได้คุยกับไอ้ปิ่น คือการสนทนาที่ให้ความรู้สึกว่ากำลังคุยกับคนฉลาด คนที่มีความแอคทีฟ คนที่มีพลังล้นเหลือในการทำอะไรซักอย่างที่ตัวเองต้องการ ผมเคยแอบสงสัยว่า หรือจริง ๆ แล้วไอ้ปิ่นคือขั้วตรงข้ามของคนอย่างผม มันมีทุกอย่างที่ผมอยากมี แต่ก็ไม่มีเลยซักนิด

          หากจะบอกว่าปิ่นเป็นใคร พล็อตเรื่องของผมกับไอ้ปิ่นก็คงเหมือนกับหนัง Coming of age ทั่วไป นั่นคือเราได้มารู้จักกันตอนวัยเปลี่ยนผ่านจากมัธยมมาสู่มหาลัย และไม่ชอบหน้าเอาเสียเลยตั้งแต่ครั้งแรกที่สนทนา แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม๊ ทำไม เส้นด้ายแห่งโชคชะตาถึงได้พามาให้ต้องคลุกคลีกันในปีท้าย ๆ ของการเป็นนิสิต และลิขิตให้ต้องคลุกคลีกันต่อในช่วงต้น ๆ ของชีวิตวัยทำงาน อาจไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่โทรหากันในวันอกหัก แต่ผมกับปิ่นก็มักจะมีเรื่องคุยกันอยู่เสมอ อาจเป็นเรื่องของเราบ้าง อาจเป็นเรื่องของคนอื่นบ้าง ปะปนกันไป แต่ทุกครั้งที่ได้คุยกัน ก็มักจะพาเราให้เรารู้ว่าเราเติบโตกันมาแค่ไหน เมื่อนับจากวัยเด็กที่เคยทะยานฝันอยากทำอะไรกันมากมาย แต่ก็มีอันต้องแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง โดยสัญญากันไว้ลางๆว่า ถ้ามีโอกาสคงได้ร่วมงานกันอีก แต่ระหว่างนั้นเราก็ยังเป็นเพื่อนกันที่ยังพูดคุยกันอยู่เสมอ

          ตอนนี้ไอ้ปิ่นเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ ดังนั้น มันจึงเป็นคนที่ผมเชื่อถือได้ในระบบตรรกะ และนึกถึงเสมอเวลาเจอปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ผมแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ ดังนั้น ในการพูดคุยกันจึงมักจะเต็มไปด้วยเนื้อหาเชิงเทคโนโลยีและการตีความสังคมผ่านระบบตรรกะ แต่ก็น่าจะด้วยความเป็นโปรแกรมเมอร์อีกเช่นกัน ที่ทำให้ปิ่นมักจะตรวจตราความผิดพลาด หรือ Error ต่าง ๆ จากตัวเองอยู่เสมอ ผมเชื่อว่ามันก็มักจะสอบหาเออเร่อนี้ถามจากคนรอบข้างอยู่บ่อย ๆ แม้แต่คำถามล่าสุดจากมันที่มีต่อผม ก็ยังเป็นคำถามทำนองนี้ นั่นจึงทำให้ผมลำบากใจทุกที ในเวลาที่จะต้องให้ความเห็นว่ามันเออเร่อตรงไหนบ้าง และด้วยความที่ผมเป็นคนประเภทที่เลือกมองโลกแบบไม่รอบด้าน ผมจึงไม่มองไม่ค่อยเห็น Error ที่ไอ้ปิ่นกำลังหาอยู่ อาจเป็นผมซะเองที่รู้ตัวว่ามี Error มากมาย จนไม่สามารถจะไปบอกใครได้ว่าผมเห็นใครพลาดเรื่องไหนบ้าง

          ในทางกลับกัน โลกอีกด้านที่ผมเลือกจะมอง ก็มักจะเห็นแต่ความชื่นชมต่อไอ้ปิ่น ในฐานะที่มันเป็นบุคลิกด้านตรงข้าม ซึ่งผมเห็นว่าเจ๋งและอยากจะมีอยากจะเป็น อย่างเช่น ความฉลาด ความแอคทีฟ และพลังล้นเหลือ ซึ่งก็น่าจะเป็นข้อมูลแบบดาดเดื่อนที่ปิ่นพอจะรู้จากฟีดแบ็คของคนรอบข้างอยู่แล้ว ถ้าผมตอบผิดไปจากนี้ แสดงว่าผมคงไม่ได้รู้จักมันจริง หรือไม่ ก็คงไม่ได้สนิทกันอย่างที่เคลมไว้แน่นอน

. . . . .


อย่างที่บอกครับ ในบทความนี้ ผมขอเขียนขึ้นเพื่อสดุดีแด่ไอ้ปิ่น ผมจึงอยากบอกมันว่า. . .

“เห้ย ขอบคุณความแอคทีฟในยามดึกดื่น ที่ยังอุตส่าห์มาส่องเว็บกู และทักมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม้คำถามนี้จะไม่ได้ตอบไปตรง ๆ แต่ก็เป็นคำถามที่สั่นคลอนจิตใจกูได้มหาศาล นอกจากนั้นก็ยังขอบคุณพลังล้นเหลือที่จะติดตามความเคลื่อนไหวกันไปในทุกโซเชี่ยลมีเดีย แม้กระทั่งในแทบทุกเพจที่กูเป็นแอดมิน กูมองว่านี่เป็นกำลังใจชั้นยอด อย่างน้อยที่สุด หลังจากนี้ไปกูคงจะกล้าทำอะไรมากขึ้น แบบว่าทำ ๆ ไปเหอะ อย่างน้อยก็น่าจะมีมึงที่มองอยู่แหละมั้ง ตอนนี้กูอยากจะกลับมาเขียนแล้วว่ะ “

          สุดท้ายนี้ เว็บ worathon.space คงจะไหม้จนมอดไปเรียบร้อย หากไม่ได้ไอ้ปิ่นช่วยรื้อฟื้นกลับมา ดังนั้น การมีอยู่ของเว็บไซต์ และจิตใจที่อยากจะเขียนของผมต่อจากนี้ ผมจึงขอยกเครดิตให้ไอ้ปิ่นเป็นหุ้นส่วนไปซัก 49% (ป้องกันไว้ไม่ให้มันเทคโอเวอร์) และขอนับ Pinpong.co เป็นพันธมิตรหนึ่งเดียว ภายใต้แพลตฟอร์มการสื่อสารแบบ Blog to Blog และหวังว่าเราจะยังสื่อสารกันต่อไป ไม่ว่าจะด้วยช่องทางไหนก็ตาม และผมก็ขอสัญญาว่าจะกลับมาเขียนในทุกช่องทางเช่นกัน ถึงตอนนี้ ผมจะปิดท้ายด้วยคำขอบคุณอย่างอลังการ

ขอยืมเสียงน้าค่อม … / “ขอบคุณนะ ไอ่สัส!”

หัดทำเว็บ หัดเขียน หัดเล่าเรื่อง หัดเล่น คิดว่าผมน่าจะเป็นมือสมัครเล่นสำหรับทุกสิ่งที่ตัวเองสนใจ