เสียงในหัว เสียงข้างนอก : ว่าด้วยการเขียนว่าจะกลับมาเขียน ครั้งที่ 101
“เอาอีกแล้วหรอ กล้าดีนักนะ ที่เอาหน้าตัวเองมาเป็นเครื่องหมายการค้า แถมยังตกแต่งจนหล่อเกินจริงแบบนี้เนี่ย แล้วก็อะไรนะ จะเขียนอีกแล้วหรอ กล้านะ กล้ามากกก”
…แม้กระทั่งจุดเริ่มต้นของการกลับมาทำเพจ ก็ยังถูกเสียดสีด้วยน้ำเสียงด้านลบในหัวของตัวเอง หลังจากที่เสียงนี้ดังขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ตลอดระยะเวลา 5-6 ปี ที่ผ่านมา
ผมพยายามจะนึกว่าเสียงนี้ดังขึ้นมาได้ยังไง
และทำไมผมถึงอยู่กับมันมานานขนาดนี้
พอจะจำได้ว่าความพยายามจะเป็นนักเขียนของผม เริ่มขึ้นตอนเรียน ป.ตรี ราวๆ ปีสาม-ปีสี่ ที่คล้ายกับว่าตัวผมในตอนนั้นเป็นคนที่กล้าแสดงออกว่าตัวเองคิดอะไร มั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองคิด และพยายามเผยแพร่ความคิดเหล่านั้นผ่านรูปแบบของการเขียนมาตลอด ด้วยความเชื่อที่ว่าตัวเองคิดเท่ คิดล้ำ นำเด่นมาด้วยอีโก้ล้วนๆ
จนกระทั่งจบ ป.ตรี อีโก้ของผมพังทลาย
เมื่อโลกต้อนรับผมในวัยผู้ใหญ่ ด้วยการเผยให้รับรู้อย่างฉับพลัน ว่าความคิดผมมันก็เป็นแค่ความคิดหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญอะไร ต่อให้ตั้งใจจะสื่อสารแค่ไหน บางเรื่องอาจจะมีคนเห็นด้วย ในขณะที่หลายเรื่องก็ถูกแย้งจนหน้าหงาย
สิ่งที่เชื่อในตอนนั้น ไม่รู้ว่าไม่รู้อันไหนถูก อันไหนผิด ผมไม่รู้ว่ายังมั่นใจกับอะไรได้บ้าง ราวกับว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ และสิ่งที่เขียนมาตลอดมันผิดไปหมด อาจเพราะความสับสนเหล่านั้น ที่ทำให้ผมไม่กล้าจะเขียนอะไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เชื่ออีกต่อไปว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันถูกต้อง หรือควรค่าแก่การเผยแพร่
ตอนนั้นละมั้ง ที่เสียงด้านลบในหัวเริ่มกระแนะกระแหนผมดังขึ้นเรื่อยๆ
ผมดำเนินชีวิตมาอย่างอกหักและเขินอาย ผมผิดหวังกับตัวเองทั้งในแง่ของชีวิตและความคิดที่ผ่านมาทั้งหมด ความมั่นอกมั่นใจก็ถูกกัดกร่อนไปทีละนิดจากการมีชีวิตในแต่ละวัน กลั่นมาเป็นเดือน และควบรวมเป็นระยะเวลาหลายปี
จนท้ายที่สุด หลายปีผ่านไป ชีวิตมีแต่ความว่างเปล่า ตัวตนของผมค่อยๆ พร่าเลือนไปตามกาลเวลา ทั้งจากการรับรู้ของคนอื่น รวมถึงการรับรู้การมีอยู่ของตัวเอง
เสียงภายในหัวยังดังต่อไป ผมใช้ชีวิตไปแต่ละวันจนเริ่มจะเฉยๆ ชาๆ กับชีวิต จนกระทั่งมีเสียงจากภายนอก ซึ่งก็เป็นถ้อยคำที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็พึ่งจะมากระตุกให้ฉุกคิด
นั่นก็คือคำที่บอกว่า “ไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้น”
กับคำนี้ ผมคิดว่าเป็นความจริงอยู่ 90% นั่นก็เพราะว่าพอถึงจุดนี้ของชีวิต ทุกคนต่างก็ต้องสนใจชีวิตของตัวเองไปตามช่วงวัยและภาระที่มากขึ้น
แต่อีก 10% ที่เหลือไว้นั้น คงจะต้องเถียงกับประโยคที่ว่ามาซักหน่อย เพราะเอาเข้าจริงก็มีคนจำนวนหนึ่ง(ถึงแม้จะเป็นจำนวนน้อย) ที่ยังคงสนใจกัน ผ่านการทักทายมาว่า “ทำไมแม็คไม่เห็นเขียนอะไรเลย”, “จะรออ่านทุกสิ่งที่คุณเขียนนะ”, “อยากให้พี่แม็คเขียนเรื่องนี้”, “มึงเขียนดิ้” ฯลฯ
คำเหล่านั้นมีความหมายกับผมเหลือเกิน ในวันที่เสียงภายในไม่เป็นมิตรกับตัวเอง ก็ยังมีเสียงจากข้างนอกที่ให้กำลังใจและชุบชูใจให้อยากลุกขึ้นมาทำอะไรอีกครั้ง
แม้ว่าเสียงด้านลบจะยังไม่หายไป แม้ว่าความมั่นอกมั่นใจจะยังไม่กลับมา แต่ผมก็เห็นแล้วว่าตัวเองได้ปล่อยร้างวันเวลาโดยไม่ได้เขียนมานานเกินไป นานจนห่อเหี่ยว นานจนคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกคิดถึง และจากนี้ไปผมเองก็จะเขียนด้วยความคิดถึงที่มีต่อคนกลุ่มนี้เช่นกัน
แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ แต่ผมจะกดโพสต์ภาพนี้ด้วยความกล้าหาญที่มีอยู่น้อยนิด ผสมกับความคิดถึงจำนวนมหาศาลที่ได้รับเพิ่มมา
ช่างหัวเสียงในหัว ช่างหัวความไม่มั่นใจ เอาละ กดโพสต์แม่ม.
เขียนว่าจะกลับมาเขียนครั้งที่ 101
23 ก.ค. 2568
สิ่งมีชีวิตผู้ชอบเขียน ชอบอ่าน ชอบคิด ชอบฟัง ชอบการสนทนา แต่ก็เป็นได้แค่มือสมัครเล่นในทุกๆ สิ่งที่ตัวเองสนใจ