” ปู๊น ปู๊นนน ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉัก ” ได้ยินเสียงนี้ในแว๊บแรก ทำให้นึกถึงแบบเรียนภาษาไทยตอนสมัย ป.1 เรื่อง ตา – มา – รถไฟ 

          ความคิด และ จินตนาการของผม เริ่มทำงานทันที ที่เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้น ผมได้แต่คิด แล้วก็ตื่นเต้นกับการเดินทาง ที่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้แม้แต่นิดเดียว รู้เพียงแค่ว่าต้องขึ้นรถไฟฟรี ไปลงที่ กทม. เสียงล้อของรถไฟที่กระทบกับราง บวกกับ สายลมที่พัดมากระแทกหน้าเป็นระลอก ปลุกให้ผมตื่นตัว ได้ตลอดทุกวินาที ราวกับว่าการที่ผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาก่อนหน้านี้ ไม่มีผลทำให้ผมงัวเงียเลยแม้แต่น้อย

          รถไฟวิ่งไปข้างหน้า ผ่านสถานที่ต่างๆ สถานีแล้ว สถานีเล่า บ้างก็จอด บ้างก็ไม่จอด แต่ทุกๆครั้งที่รถไฟจอด จะมี 2 สิ่ง ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย นั่นคือ จะมีใครขึ้นมา หรือ จะมีใครลงไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร รถไฟก็ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าบนทางเส้นตรง และ ความเร็วที่คงที่ ไม่มีคดโกงเหมือนรัฐบาลบางชุด ( เลี่ยงเรื่องการเมืองดีกว่าเนาะ )

          ทัศนียภาพสองข้างทางรถไฟนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นป่า เป็นทุ่งนา หรือไม่ ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นเขตเกษตรกรรม เพราะ ไม่ค่อยจะมีตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ ผู้คน ให้ได้มอง ได้ตื่นตาตื่นใจ ซักเท่าไรนัก … ก็แหง๋หละ เสียงรถไฟครึ่มครั่ม ครึ่มครั่ม แบบนี้ ถ้าเอาไปสร้างตัดผ่านหมู่บ้าน การรถไฟไทยคงได้โดนด่ายับ เป็นแน่แท้ หรือ ถ้าจะสร้างเป็นรางเดียวรางคู่ ความเร็วสูง เสียงเงียบกริบตามที่เป็นข่าวการเมืองนั่นก็ว่าไปอย่าง ( แตะการเมืองอีกละ พอๆๆ )

          แต่ในทัศนียภาพสองข้างทางที่เวิ้งว้างนั้น ก็ได้ถูกทดแทนด้วยมิตรภาพจากเพื่อนร่วมทางผู้แปลกหน้า (หรือบางคนก็หน้าแปลก) แปลกในที่นี้ก็คือ ถ้าไม่แปลกด้วยบุคลิก ก็แปลกด้วยพฤติกรรม ซึ่งในความแปลกและความแตกต่างนี้ ก็สร้างสีสันให้ผมได้คิด ได้ขบขัน ระหว่างการเดินทางได้ไม่น้อย

          รถไฟ ถือเป็นยานพาหนะประหลาด ที่มีเบาะผู้โดยสารหันเข้าหากัน การเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประหนึ่ง นักมวยบนเวที ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีเรื่องโกรธแค้นกันมาก่อน แต่เมื่อระฆังดังขึ้น เกมส์เริ่ม ก็ต้องชก

          เป๊งงงง !! เสียงระฆังดังขึ้นยกแรกของการชกทางจิตวิทยาของผมก็เริ่มขึ้น เมื่อมีเพื่อนร่วมทางคนแรกนั่งลงที่เบาะตรงข้ามของผม การสนทนาและมิตรภาพ อาจเกิดขึ้น หรือ ไม่เกิดขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ ความสบายใจ และ ความกล้าในการกล้าทักทายของทั้งสองฝ่าย

          แน่นอนว่า การที่ต้องนั่งสบตากับคนที่ดูไม่ญาติดีกับเราเอาซะเลย ทำให้เราอึดอัด ไอ้เราจะคุยด้วยก็กลัวจะโดนชักปืนออกมายิง ถ้าใส่หมวกโม่งนี่พี่คือโจรในเครื่องแบบชัดๆเลยนะเนี่ย นี่ทำรู้สึกให้อึดอัดยิ่งกว่าการอึไม่ออกซะอีกครับ

          ผมได้แต่ภาวนาให้นี่เป็นความซวยระยะสั้น ที่ผ่านมาแล้วรีบผ่านไป หรือไม่ก็ ให้ถึงจุดหมายของเพื่อนร่วมทางคนนี้เร็วๆซักที มีเพื่อนร่วมทางแบบนี้ นั่งเงียบๆฟังเสียงล้อรถไฟอยู่คนเดียวซะดีกว่า

          แต่เพื่อนร่วมทางบางคนก็ทำให้บางช่วงบางตอนของการเดินทาง ไม่ว่างเปล่า มีคำถามและเรื่องเล่า แลกเปลี่ยนกับเราอยู่เสมอ แม้จะต่างเพศ ต่างวัย ต่างที่มา การพูดคุยกัน ก็ลดช่องว่างของความแปลกหน้าได้เป็นอย่างดี บางทีก็ไม่เข้าใจ ว่ากับใครบางคนทำไมถึงเข้ากันได้ง๊ายง่าย โดยไม่ต้องพยายาม ในขณะที่กับบางคน อยากเข้ากับเค้าแค่ไหนก็ทำไม่ได้ซักที

          มีคำเชยๆคำนึงที่บอกว่า “อย่าตัดสินคนที่ภายนอก “ ผมทำเป็นแกล้งเข้าใจมันมาตลอด แล้วพึ่งมาเข้าใจแบบลึกซึ้ง ด้วยสถานการณ์ง่ายๆ ไม่ต้องจ่ายตังซักบาท เหมือนอีกคำเชยๆคำนึงที่บอกว่า“บทเรียนที่ดีมักมีราคาแพง” เอาวันนี้นี่เอง

          ชีวิตในบางบริบท ก็คงไม่ต่างอะไรกับรถไฟหรอกมั้ง ผมติ๊ต่างเอาแบบนั้นนะ อุปมาเอาเองว่าชีวิตกับรถไฟ มีความคล้ายกันตรงที่ มันเอาแต่เคลื่อนไปข้างหน้า และ ไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการเอาซะเลย การวิ่งไปข้างหน้านั้น ในบางสถานีเราอยากให้จอดมันก็ไม่จอด บางสถานีไม่มีคนขึ้นซักคนไม่น่าจอดมันก็จอด

          ก็คงเหมือนช่วงชีวิตที่มีทั้งช่วงที่ไหลรื่น และ ช่วงที่หยุดชะงัก อยากพักก็ต้องไป อยากไปก็ต้องพัก ไหนจะเรื่องเพื่อนร่วมทางที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา บ้างก็ทำให้ยิ้มให้สดใส บ้างก็ไม่รู้ว่าเข้ามาทำไม แค่อยู่ใกล้ๆไม่ต้องพูดอะไรก็ทำให้เราหงุดหงิด

          ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะไม่ว่าแต่ละคนจะเป็นยังไง สุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีจุดหมายปลายทางในใจ จะเร็วจะช้า สุดท้ายแล้วเดี๋ยวเขาก็ต้องไป สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกันบนรถไฟ ก็ถือว่าเป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นชั่วครู่เท่านั้นเอง เราอาจจะกลายเป็นความทรงจำที่ชวนหงุดหงิดของใครอีกคน หรืออาจจะไม่มีตัวตนในความทรงจำของอีกคนที่เราคุยกับเค้ามาตลอดทางเลยก็ได้

ไม่มีกฏตายตัว เหมือน Instagram
ว่าถ้าฟอลมา แล้วจะฟอลกลับ ยิ้มมาแล้วยิ้มกลับ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้น

          จะไปหาความแน่นอนอะไรกับชีวิต ขนาดว่าเรารู้สึกหิวอยากกินไส้กรอกบนรถไฟแต่ถ้ามีคนถือไก่ย่างมาขาย เราก็ต้องซื้อมากินเอาตัวรอดไว้ก่อน ใครจะไปรู้ล่ะว่าไส้กรอกจะมีขายอยู่จริงมั้ย อะไรที่ทำให้เอาตัวรอดได้ก็ต้องทำ นั่นแหละเนาะ

          บนเส้นทางของชีวิตที่เอาแต่เคลื่อนไปข้างหน้า บนระยะเวลาที่หาความแน่นอนไม่ได้ แถมยังไม่รู้ซะด้วยซ้ำ ว่าจุดหมายปลายทาง หรือ สถานีสุดท้ายของเราคือที่ไหน จะไปถึงเมื่อไหร่ หรือแย่สุดคือ จะไปถึงรึเปล่าก็ไม่รู้เลย นี่แค่คิดเฉยๆ ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ปัดถ่อววว

          สิ่งที่เราพอจะทำได้ระหว่างนี้ก็คงจะเป็นการค่อยๆคิด ค่อยๆทำความเข้าใจกับทั้งตัวเอง และสภาพแวดล้อมรอบข้าง มองทุกอย่างให้คล้ายกับการเดินทางด้วยรถไฟ ในเมื่อจุดหมายยังไม่ชัดเจน ก็ขอเพลิดเพลินไปกับวิวข้างทางไปก่อนละกัน วันเวลา และ เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามา คงจะบอกเราเองว่า ความเป็นมา และความเป็นอยู่ของเรานั้น จะส่งผลกับความเป็นไป ของชีวิตเราอย่างไร

          ตอนนี้ผมเดินทางมาสุดสถานีแล้ว มาไกลที่สุดเท่าที่ รถไฟไทยตั้งแต่สมัย ร.๕ เก่าหงำหงึก แต่รัฐบาลก็ยังไม่เปลี่ยนซักที ( แน่ะ ยังจะวนกลับมาอีก ) มีแรงพอจะพาผมมาถึงจุดหมายได้ แต่การเดินทางก็ใช่ว่าจะจบลง ยังมีอีกหลายสถานที่ และการเดินทางอีกหลายรูปแบบที่รอผมอยู่

          ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปว่าผมจะได้เรียนรู้ชีวิตจากยานพาหนะประเภทไหนอีก ไม่แน่ว่าผมอาจจะถึงที่หมายถัดไปด้วยการซ้อนท้ายรถซาเล้ง ก็.. เป็นน … ได้ ….