“ ย่างเข้าเดื่อนห๊กก ฝนก็โต๊กก ฟึมฟัมมม ” เปิดเรื่องมาก็เพี้ยนทั้งเนื้อร้องและทำนองซะแบบนี้ ถ้าหากไปแข่ง The Voice คงได้อับอายขายขี้หน้า คนทั้งประเทศแน่นอน ด้วยเหตุที่รู้ว่ามันก็ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ผมเลยต้องมานั่งร้องเพลงให้ต้นไม้ใบหญ้าแถวบ้านได้ฟัง ระหว่างการตามหาฝัน และวันวาน ที่อยากจะเป็นนักร้องตั้งแต่สมัยเด็กไปพลางๆก่อน หวังว่าเสียงของผมจะไม่ได้มีผล ในการขัดขวางการเจริญเติบโตของพวกมันนะ ฮ่าๆๆ

               เป็นผมเองในวัย 21 ปี ที่กำลังนั่งร้องเพลงสารพัดสารเพที่นึกขึ้นได้ พร้อมๆกับระลึกความหลัง ปนๆกับนึกถึงปัจจุบันและอนาคต ที่ดูเหมือนว่าปัจจุบันของผมกำลังประสบความสำเร็จจากการหนีความวุ่นวาย จากช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย กลับมาอยู่ในสถานที่ ที่เรียกว่า ” บ้าน ” ซึ่งไม่ใช่บ้านแบบธรรมดาที่หาได้ตามชานเมืองซะด้วยนะครับ มันอยู่ไกลออกไปจากชานเมืองเกือบร้อยกิโลโน่นแน่ะ

               ใช่ครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอก บ้านนอกอย่างเต็มรูปแบบ บ้านนอกชนิดที่ว่า คุณไม่เชื่อแน่นอนว่ายังมีสถานที่ด้อยพัฒนาแบบนี้อยู่บนแผนที่ประเทศไทย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะรู้สึกอายมาก กับการที่จะบอกใครต่อใคร ว่าบ้านอยู่ที่ไหน หรือแม้แต่การเล่าว่า ช่วงชีวิตในวัยเด็กได้เติบโตมาอย่างไร

               แต่พอได้เติบโตมา ชีวิตก็ค่อยๆสอนให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนหล่อหลอมให้เรากลายเป็นเรา ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรังเกียจวิถีชีวิต และถิ่นที่อยู่ของตัวเอง ในทางกลับกัน ผมกลับรู้สึกโชคดีในความเป็นคนบ้านนอกซะอีก รู้สึกโชคดีที่ยังมีกลิ่นไอความเป็นบ้านนอกของตัวเอง ให้ได้กลับไปซึมซับ มีเหตุผลให้อ้างในการกลับบ้าน ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักมาจากไหน หรือแม้แต่จะท้อแท้มาจากสถานที่ใด ก็ยังมีข้ออ้างให้ได้กลับบ้านนอกเพื่อพักแผลใจได้อยู่เสมอ

               ตอนนี้ ผมนอนอยู่บนเสื่อผืนเดียวกับผืนที่เคยนอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สภาพก็เก่าไปตามกาลเวลา มีรูโหว่พอให้มดโผล่ขึ้นมากัดผมได้เป็นระยะๆ มองไปข้างๆ มีวิทยุ FM ยี่ห้อธานินทร์ 1 เครื่อง ที่บังเอิ๊ญบังเอิญ เปิดไปเจอเพลง “ รักครั้งแรก ของวงชาตรี ” ที่เคยฟังมาตั้งแต่สมัยประถม ทั้งๆที่เกิดไม่ทันยุคที่เพลงนี้ตอนยังดัง ซะด้วยซ้ำ ผมได้มาฟังเพลงนี้ครั้งแรกตอนดูหนังเรื่องแฟนฉัน จำได้ว่าดูตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นแผ่นวีซีดี หนังเรื่องเดียวยืมดูกันทั้งหมู่บ้าน บ้านไหนเปิดหนังก็ไปรวมหัวกันดูอยู่บ้านนั้น โดยปกติหนังที่เป็นแผ่นวีซีดี จะแบ่งเป็นสองแผ่น

               มีอยู่ช่วงนึงที่แผ่นสองหายไป ทำให้หงุดหงิดมากกับการเสียเนื้อหาของหนังไปครึ่งเรื่อง ตามหาคนทำผิดกันทั้งหมู่บ้านในละแวกนั้น ถึงขนาดเรียกกันมารวมตัว ที่ลานใต้ต้นมะม่วงซึ่งเป็นสถานที่ประลองลูกแก้ว เพื่อไต่สวนคนที่แฮ๊บแผ่นหนังไป แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่พบตัวผู้ร้าย เลยดูมันอยู่แค่แผ่นแรกแผ่นเดียว ที่เล่นค้างไว้ ตอนที่ไอ้เจี๊ยบไปโรงเรียนไม่ทันแล้วต้องให้พ่อขับมอเตอร์ไซค์ไปส่ง แค่นั้น แล้วตอนนั้นก็ดูกันจนแผ่นลายพล้อย เรียกได้ว่าหนังเรื่องนึงนี่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งกว่าหนังในโรงหนังสมัยนี้ซะอีก

               นึกแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้นะ ยุคสมัยที่เรายังเป็นเด็ก ตอนที่เราไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะหาสิ่งที่ต้องการมาเติมเต็มให้ชีวิตไปได้ซะทั้งหมด เป็นช่วงเวลาที่มีอะไร เราก็ใช้กันแค่นั้น มีความสุขกับชีวิตแค่ตรงนั้น ไม่มีก็ไม่ได้สนใจอะไร สมัยนั้นความสุขสูงสุดคือการได้อยู่กับเพื่อน คือการตะลอนๆไปทั่วหมู่บ้าน ทำเรื่องที่พวกเราคิดว่าสนุก ไม่ว่าจะเป็นการแอบขโมยมะม่วงจากสวนของตาหนุ่ม แอบขโมยตกปลาที่สระของตาหมาน แอบเอาประทัดผูกติดธูปแล้วเอาไปเสียบไว้ข้างๆบ้านขิงยายลอหรือแม้แต่แอบจุดไฟเผาไร่อ้อยของใครต่อใครก็ไม่รู้

               แต่น่าเสียดายตรงโดนจับได้ ดีนะที่เจ้าของไร่อ้อยเค้าไม่เอาเรื่อง เกือบได้เข้าคุกกันเป็นหมู่คณะตั้งแต่วัยเยาว์กันซะแล้ว จะว่าไปแล้วก็อดที่จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเปรตไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะแต่ละกิจกรรมที่ทำให้บันเทิงล้วนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเค้าทั้งนั้น แต่ก็เป็นเด็กนี่นะ คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยังคงปกป้องพวกเราจากคุกจากตารางได้อยู่เสมอนั่นแหละ ฮ่าๆๆ

               ผมโตมาในยุคที่ก๋วยเตี๋ยวข้างโรงเรียนขายกันชามละ 5 บาท ถูกพอๆกับค่าครองชีพในสมัยนั้น จากการที่แม่ให้เงินไปโรงเรียนวันละ 5 บาท นั่นหมายความว่าถ้าวันไหนผมอยากกินก๋วยเตี๋ยว ผมก็ต้องอดใจไม่ซื้อขนมทั้งวัน เพื่อเอาเงินไปกินก๋วยเตี๋ยวในตอนเย็นก่อนที่จะปั่นจักรยานกลับบ้าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ระลึกตรัสรู้ขึ้นมาได้ว่า การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มันทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับการอดทนแค่ไหน “ก๋วยเตี่ยวเย็นตาโฟเส้นใหญ่ไม่ใส่น้ำสีแดงๆแล้วก็ใส่หมูเยอะๆ” ถึงแม้ชื่อเมนูจะทำให้ยายสำราญ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวปวดหัวอยู่ตลอด แต่นี่ก็เป็นเมนูที่ผมสั่งกินเป็นประจำในสมัยนั้น

               สมัยนั้นผมไม่ใช่เด็กหัวโปกที่เอาแต่ขโมยมะม่วงมาขว้างเล่นนะครับ อย่างถ้าวันไหนรู้ตัวว่าอยากมีตังใช้ ผมจะให้แม่ทำพริกเกลือให้เยอะๆ แบ่งใส่เป็นถุงเล็กๆ แล้วระหว่างทางที่ต้องปั่นจักรยานไปโรงเรียน จะมีสวนมะม่วงของตาหนุ่มเจ้าเดิม ผมก็จะแอบไปเด็ดมะม่วงของแกไปขายที่โรงเรียน พอเป็นเงินทุนทางการศึกษา โดยได้รับความช่วยเหลือจากไอ้แจ๊ค และไอ้แก๊ส ลูกพี่ลูกน้องของผมเอง มันสองคนจะคอยดูต้นทางให้ ความพิเศษในการทำงานนี้คือผมต้องคอยลุ้น ว่าวันไหนหมาของตาหนุ่มจะไม่เห่า

               และจากการขโมยมะม่วงตาหนุ่มไปขายที่โรงเรียน ทำให้อิ่มหนำสำราญกันทั้งวัน เคยขายได้วันละตั้ง 50 บาท กินได้ทั้งก๋วยเตี๋ยวทั้งหวานเย็น กินแล้วยังเหลือตังค์ไปซื้อรูปลอกลายยันต์เสือเผ่น มาติดเล่นกันให้เต็มตัวอีก ไม่ใช่แค่มะม่วงนะครับ สิ่งที่ถ้าเรามองย้อนกลับไปแล้วคิดว่าไม่น่าจะขายได้ แต่มันดันขายได้ก็มี ยกตัวอย่างเช่น ดอกจำปี, ข้าวหลาม, ลูกหนามคม,ลูกหว้า(เก็บจากข้างทางอีกนั่นแหละ) เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นเจ้าสัวหัวธุรกิจกันตั้งแต่อนุบาลสอง กันเลยทีเดียว

               ผมปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 ระยะทางจากบ้านไปถึงโรงเรียนก็มีความยาวเกือบๆ 10 กิโล ที่แย่ก็คือทางทั้งเส้น เป็นทางลูกรัง ช่วงที่รถสิบล้อวิ่งเยอะๆนี่ สีเสื้อนักเรียนแทบจะเปลี่ยนสีเป็นเสื้อลูกเสือ ฝุ่นเกรอะกรังเกาะเต็มตัว แล้วแย่กว่าทางลูกรังคืออะไรรู้มั้ย คือบ้านยายสำราญที่ขายก๋วยเตี๋ยวนี่แหละ ปกติแกจะไปเปิดร้านข้างโรงเรียน แล้วบ้านของแกก็จะไม่มีคนเฝ้า แกเลยเลี้ยงหมาล็อตไวเลอร์ไว้แก้เหงาถึง 4 ตัว แต่หมาของแกดูจะไม่เป็นมิตรกับคนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาตรงหน้าบ้านแกซักเท่าไหร่ เป็นเรื่องตื่นเต้นของผมในทุกๆวันเช่นกันที่ต้องลุ้นว่าจะปั่นจักรยานเงียบพอที่จะไม่ให้หมายายสำราญตื่นได้มั้ย มีอยู่วันนึงหลังจากที่ขโมยมะม่วงเสร็จ (ยังวนเวียนอยู่กับการขโมยมะม่วง)

               ไอ้แก๊สกับไอ้แจ๊คมันปั่นจักรยานหนีผม แล้วตอนนั้นผมอนุบาลสอง จักรยานคันเล็กที่สุดในแก๊งค์เลย ถือมะม่วงห้อยมาอีกสองถุงใหญ่ แล้วโซ่เจ้ากรรมก็ดันมาหลุดจังหวะที่ผ่านหน้าบ้านยายสำราญพอดีอีก ได้ยินเสียงเห่ามาแต่ไกล ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนร้องไห้รอรับชะตากรรมจากหมาล็อตไวเลอร์ 4 ตัวนั่น แต่ละตัวนี่สูงพอๆกับผมในตอนนั้นเลย แต่ก็ดูเหมือนจะโชคดีตรงที่มีผู้ใหญ่คนนึงขับรถผ่านมาเห็นพอดี เค้าเลยไล่หมาให้ ผู้ใหญ่คนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็ตาหนุ่มเจ้าของสวนมะม่วงนั่นแหละ แกคงพึ่งไปส่งลูกแกที่โรงเรียนมาแล้วกำลังกลับบ้านพอดี

               ผมในตอนนั้นยืนร้องไห้กำถุงมะม่วงอยู่ก็ได้แต่รู้สึกขอบคุณและตื้นตันใจ (ตาหนุ่มไม่รู้ว่าผมไปขโมยมะม่วงแกมา 555) ผมใส่โซ่จักรยานเสร็จแล้วรีบปั่นจักรยานไปโรงเรียน

               หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ขโมยมะม่วงตาหนุ่มอีกเลย แล้วก็ไม่เล่นกับไอ้แจ็คและไอ้แก๊สไปเป็นอาทิตย์เลยเหมือนกัน ผมโกรธมันมาก มันมาง้อด้วยการชวนไปเล่นเกมส์เศรษฐี (ไม่ใช่เล่นกันในโทรศัพท์สมัยนี้นะ) เป็นเป็นเกมกระดาษที่ใช่ลูกเต๋ากับตัวหมากในการเดินเกมส์ เล่นได้ทีละหลายคน สมัยนั้นนี่ฮิตมากกก ใครมีเกมส์นี้นี่คือโคตรเท่ เลยทำให้ความตึงเครียดระหว่างชาวแก๊งค์ลดลงไปได้ แล้วกลับมาเล่นกันเหมือนเดิม

               ไม่ได้มีแต่มุมแก่นๆซนๆนะ มุมน่ารักก็มีเหมือนกัน สมัยนั้นก็มีอารมณ์ป๊อบปี้เลิฟเหมือนกันนะ แต่ขอไม่เอ่ยชื่อถึงเด็กหญิงคนนั้นดีกว่า ผมเชื่อว่ามันต้องมาอ่านแน่ๆ 555 มันป๊อปปี้เลิฟมากพอให้เด็กผู้ชายที่เอาแต่ขโมยมะม่วง มาฝึกวาดรูปผู้หญิงและชุดผู้หญิง เพื่อเอาไปตัดเป็นตัวๆตุ๊กตาที่เปลี่ยนชุดได้ เหมือนชุดตุ๊กตาที่แถมมากับขนมจาจา แถมความป๊อบปี้เลิฟยังทำให้เราต้องเล่นพ่อแม่ลูก อยู่บ่อยๆ เพื่อนๆในวัยอนุบาลมักจะคิดว่าผมเป็นตุ๊ดเพราะดูจากแต่ละอย่างที่ผมเล่น แล้วก็ชอบมาขลุกอยู่กับพวกเด็กผู้หญิง

               ในตอนนั้น ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการจีบคืออะไร รู้แค่ว่าการเอามะม่วงมาฝากคนคนนึงแล้วเค้ากินให้เราเห็นต่อหน้านี่มันมีความสุขโคตรๆเลย หรือถ้าวันไหน แม่เผาข้าวหลามก็หอบข้าวหลามปั่นจักรยานฝ่าฝูงหมามาให้ นึกแล้วก็ตลกทำไมสมัยนั้นถึงเป็นพ่อบุญทุ่มได้ขนาดนั้น เคยถึงขนาดมีฉากทีเผลอเอามือมากุมกันแล้วสะดุ้งทั้งคู่อย่างกับในละครหลังข่าว จะว่าไป เรานี่ก็เป็นเด็กแก่แดดพอสมควร คนนึงเลยเหมือนกันนะเนี่ย

               วันคืนอันหอมหวาน ก็ค่อยๆผ่านไปตามเวลาของมัน น่าแปลกอยู่อย่างนึงที่ตอนนั้นเราไม่รู้สึกว่ามันช้าหรือว่าเร็วจนเกินไปเลย อาจเป็นเหมือนคำที่แชร์กันในเฟสบุ๊คว่า “อยากย้อนกลับไปตอนที่เป็นเด็ก เพราะว่าเจ็บที่สุดก็แค่ตอนที่หกล้ม” ช่วงเวลาที่ไม่มีความทุกข์เข้ามาเจือปน ไม่ต้องคิดถึงอดีต ไม่ต้องกังวลกับอนาคต คงจะเป็นรูปแบบชีวิตที่คนสมัยนี้กำลังใฝ่หากันละมั้ง

               ผมได้รู้จักความทุกข์ใจครั้งแรก ก็คือวันที่ไอ้แก๊สจมน้ำตาย ต่อด้วยไอ้แจ๊คเรียนจบ ป.6 เหลือผมคนเดียวที่ต้องปั่นจักรยานไปโรงเรียน ผมรับรู้ได้ถึงความโดดเดี่ยวระดับย่อมๆ แล้วก็เริ่มกลัวความตาย อีกทั้งยังเริ่มคิดว่าเรียนจบ ป.6 ไปแล้วจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป ถ้ามีใครซักคนมาถามว่าชีวิตของผมเริ่มไม่สนุกช่วงไหน ก็คงจะเป็นตั้งแต่ ป.4 นั่นแหละ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่เริ่มมีความคิดแบบนั้นตั้งแต่วัยที่ยังไม่ควรจะมีความคิดแบบนั้นเลย

               ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน เพลงรักครั้งแรกของวงชาตรีก็จบไปแล้ว คลื่นวิทยุก็เปลี่ยนช่วงมาเป็นเพลงสมัยนี้ ซึ่งกำลังเปิดเพลงมหาลัยวัวชน มดก็รอด รูเสื่อขึ้นมากัดซะจนได้อีก โถ่.. สะบั้นอารมณ์มาก นี่เผลอนั่งพิมพ์แปปเดียว เปลี่ยนมาได้ขนาดนี้แล้วก็รู้สึกว่าเขียนมาเยอะแล้ว ยังหาสาระอะไรให้ผู้อ่านไม่ได้เลย ที่เขียนมานีก็เป็นการระบายความคิด โชว์ความแก่ให้เด็กๆมันดูทั้งนั้น

               ในตอนนี้ดูเหมือนว่าปัจจุบันกำลังเรียกร้องให้ต้องกลับไปรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะแม่โทรมาตามให้กลับบ้านซะแล้ว แต่จะว่าไป นานๆทีได้กลับมาในสถานที่ ที่เคยวิ่งเล่นในวัยเด็ก แล้วได้มานั่งนึกถึงความเป็นมาของเรา มันก็ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าจากปัจจุบันได้เหมือนกันนะ จากที่เพลงรักครั้งแรกของวงชาตรีดังขึ้น

               จนถึงตอนนี้ ผมได้หลุดไปในห้วงของ วันวาน ผมยิ้มตลอดเวลาที่กำลังพิมพ์ มีอีกหลายเรื่องที่จำได้แต่เรียบเรียงออกมาไม่ได้ เกรงว่าจะยืดเยื้อเกินไป เพราะรู้สึกว่าเรื่องราวของเราไม่ได้จำเป็นต่อการก้าวไปข้างหน้าของมวลมนุษยชาติขนาดนั้น เลยเขียนลงไปแค่พอที่จะเขียนได้ และผมก็เชื่อนะว่าทุกคนก็ต้องมีเรื่องราวอะไรทำนองนี้กันทั้งนั้น

               ถ้าไม่เชื่อคุณลองนึกย้อนกลับไปสิ นึกดูว่าสมัยที่คุณรุ่นราวคราวเดียวกับที่ผมเล่าน่ะ คุณกำลังทำอะไรอยู่ ก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านคุณชามละ 5 บาท เหมือนผมรึเปล่า ไม่แน่ว่าความทรงจำในวัยนั้นอาจจะทำให้คุณ หายเหนื่อยล้าจากอะไรต่อมิอะไรต่างๆนาๆที่คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยกับมันอยู่ในตอนนี้ก็ได้ ตอนนี้ผมคงต้องกลับแล้ว เดี๋ยวก่อนเข้าบ้าน จะแวะไปดูสวนมะม่วงของตาหนุ่มซักหน่อย 55555555 (หัวเราะชั่วร้าย)